วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2557

สิทธามหาเวทย์ ตำนานผู้สำเร็จและพ่อครูทั้งสิบ

ทดสอบของเชิญครูกับล็อกเก็ตพ่อครูโพมินข่อง โดยครูบาชัยมงคล

บรมครู พ่อครู ปะฐะมะสิทธิ สัมภาษณ์ ครูบาชัยมงคล

ไหว้ครู สายยาแดง (ส่วยหยิ่นจ่อ) สักยาแดง

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2557

พ่อครูโพมินข่อง สิทธาผู้สำเร็จแห่งเขาโปปา

พ่อครูโพมินข่อง สิทธาผู้สำเร็จแห่งเขาโปปา โดย ทิพยจักร

ตีพิมพ์ในนิตยสารพุทธคุณ กันยายน 2557


                เรื่องราวตำนานของพ่อครูทั้ง ๑๐ ของเมืองม่านหรือพม่า (ปัจจุบันเรียกอย่างเป็นทางการว่า”เมียนมาร์”) นั้นหลายคนให้ความสนใจมาก ทั้งนี้เพราะเรื่องราวของท่านลึกลับและมากด้วยปาฏิหาริย์ไม่แพ้เรื่องราวของหลวงปู่เทพโลกอุดรของไทยเราเลย ทุกวันนี้ชาวพม่ายังเชื่อกันว่าพ่อครูทั้ง ๑๐ นั้นยังมีชีวิตอยู่และคอยทำหน้าที่ปกปักษ์รักษาพระพุทธศาสนา และรักษาเมืองพม่าให้รอดปลอดภัยมาทุกยุคทุกสมัยอย่างน่าอัศจรรย์   เมื่อเกิดเหตุคราวคับขันอย่างไรแล้วท่านทั้ง ๑๐ ก็จะเนรมิตรกายออกจากป่ามาสู่เมืองเพื่อโปรดผู้ทุกข์ผู้ยากอยู่เสมอ

                ก่อนเข้าเรื่องของพ่อครูท่านต่อไป จะขอทำความเข้าใจเรื่อง”นัตเ” มืองม่านกันก่อนครับ คำว่านัต หมายถึงผี ครับ นัต ของพม่าที่บูชากันอยู่ทุกวันนี้ก็หมายถึงผีที่ทำหน้าที่คุ้มครองปกปักษ์รักษาบ้านเมือง โดยนัตนั้นแบ่งเป็นสองจำพวกคือ เทวดาอย่างหนึ่ง และผีตายไม่ปกติอย่างหนึ่ง นัตที่เป็นเทวดา ก็เช่นพระอินทร์ ครับ ส่วนนัตที่เป็นผีตายไม่ปกติ เช่นตายโหงนั้นมีหลายตน  ทำไมจึงเป็นผีตายโหง เรื่องนี้เพราะว่าผู้ที่ตายในการศึกสงครามประการหนึ่งถือว่าเป็นวีรบุรุษรักษาประเทศชาติสมควรยกให้เป็นผีเมือง อีกประการหนึ่งคือผู้ที่สิ้นด้วยโศกนาฏกรรมทั้งๆที่เป็นคนดีก็สมควรยกย่องให้เป็นผีบรรพบุรุษทำหน้าที่คอยคุ้มครองลูกหลานคนดีมีศีลธรรมเช่นกัน

                ดังนั้นผีนัต จึงเป็นผีที่มาจากนักรบ และมาจากคนดีแต่แล้วกลับตายจึงถูกยกย่องขึ้นเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ที่เรียกว่า นัต นั่นเอง


                ในส่วนของพ่อครูทั้ง ๑๐ ถูกแยกออกจากนัต  เรียกว่า “สิทธา” หรือ “ผู้สำเร็จ”  มีฐานะสูงส่งกว่านัต ทั้งมีฤทธิ์ตบะเดชะสูงส่งกว่าสรรพวิญญาณทั้งหลาย อย่างเทียบเคียงกันไม่ได้เลย ดังว่ามานี้คงรู้ถึงความแตกต่างระหว่างนัตและสิทธาทั้ง ๑๐ หรือพ่อครูทั้ง ๑๐ แห่งเมืองม่านกันแล้ว ว่าแตกต่างกันอย่างไร
       
                หนึ่งในบรมครูที่คนม่าน(พม่า) นับถือที่สุดเคียงคู่กับการนับถือบรมครูพู่พู่อ่อง และมีคติวางรูปของท่านไว้คู่กันเสมอก็คือพ่อครูโพมินข่อง ตำนานของพ่อครูโพมินข่องนั้นเล่าไว้ว่า ท่านได้ร่ำเรียนวิชากายสิทธิ์ปะฐะสิทธิ อันเป็นตำราเล่มเดียวกันกับบรมครูพู่พู่อ่อง แต่การร่ำเรียนวิชาของท่านพิสดารนักคือท่านเรียนวิชาย้อนกลับ ซึ่งแน่นอนว่าผู้ที่เรียนพิสดารเช่นนี้ได้ย่อมเป็นผู้มีบุญวาสนาเป็นอัจฉริยะบุคคลลงมากำเนิด เป็นผู้บำเพ็ญบารมีทางพระโพธิญาณมานับไม่ถ้วน มิเช่นนั้นแล้วไฉนเลยจึงสามารถเรียนวิชาย้อนทวนได้


                พ่อครูโพมินข่อง อาศัยการทานว่านยาและการเรียนวิชาแบบย้อนกลับหรือย้อนทวนวิชา จนกระทั่ง จิตเป็นทิพย์ กายเป็นทิพย์ วาจาศักดิ์สิทธิ์ บรรลุสมาบัติสูงสุดพร้อมด้วยอภิญญา ๕ ประการ สำเร็จวัชระกาย เนื้อตัวเป็นทิพย์ มีอำนาจวิเศษ  อาจบันดาลสิ่งต่างๆได้ตามปรารถนา ทั้งควบคุมธาตุทั้ง ๔ ได้อย่างพิสดารเด็ดขาดตายตัว อยู่บนโลกในฐานะคุรุเทพผู้วิเศษ ทำหน้าที่ประดุจพระโพธิสัตว์ท่องเที่ยวโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณ

                บางตำนานกล่าวหรือเล่าต่อ ๆ กันมาไว้ว่าบรมครูพู่พู่อ่องและพ่อครูโพมินข่องต่างเคยทดสอบฝีมือกัน ปรากฏว่าไม่มีใครแพ้ใครชนะ เป็นยอดฝีมือด้วยกันทั้งคู่ บรมครูพู่พู่อ่องผู้เป็นยอดวิชาจึงยกให้พ่อครูโพมินข่องเสมอด้วยกับตน เป็นสหายธรรมอันรักกันยิ่ง และเป็นที่มาที่ทำให้คนเมืองม่านต่างวาดภาพหรือตั้งรูปเคารพของทั้งสององค์ไว้คู่กันเสมอ


                ปัจจุบันเชื่อว่าทั้งพ่อครูพู่พู่อ่องและพ่อครูโพมินข่อง ต่างเป็นผู้ได้กายวัชระเป็นอมตะไม่มีวันตาย ท่านทั้งสองจะมีอายุยืนยาวเท่าไหร่ก็ได้ตามปรารถนาแม้จะอยู่คู่ฟ้าคู่ดินก็สามารถ เพราะสำเร็จกายสิทธิ์ชั้นสูงสุด มีอายุยืนยาวประดุจเทพเจ้าเหล่าพระพรหมผู้เรืองฤทธิ์ ทั้งนี้พ่อครูทั้งสองต่างพำนักอยู่ที่ บุพเพวิหทวีป อันเป็นทวีปมงคลเป็นแดนลับแล โดยมีเขาโปปา มหาคีรีศักดิ์สิทธิ์ ใกล้เมืองพุกามเป็นทางเชื่อมมิติ ด้วยเหตุนี้ผู้ใดที่เข้าสมาธิฌาน ได้อุปจารสมาธิอาจนั่งทางในมองเข้าไปในเขาโปปา ก็อาจได้เห็นเหล่าบรมครูผู้เรืองฤทธิ์มีชีวิตเป็นอมตะได้อย่างน่าอัศจรรย์

                ในตำนานของโลกแห่งความลี้ลับทางฌานสมาบัตินั้น ผู้ที่มีฤทธิ์มีเดช มีตบะฌานอันสูงส่งจนสามารถมีอายุยืนยาวเป็นกัปล์ได้นั้น มีอยู่หลายท่าน เช่นเรื่องราวของมหามุนีศิวะบาบาหรือบาบาจีแห่งเขาหิมาลัย ท่านเป็นมหาโยคีที่มีอายุวัฒนะอยู่คู่ฟ้าดิน หรือเซียนทั้ง ๘ ของจีนก็เป็นผู้มีอายุวัฒนะเช่นกัน หรืออย่างเรื่องราวของหลวงปู่สรวงเทพเจ้าแห่งเขาพนมกุเลนที่มีอายุยืนยาวกว่า ๕๐๐ ปี

ในไทยเราเองก็มีเรื่องราวของหลวงปู่เทพโลกอุดรที่มีอายุยืนยาวเป็นหลายพันปี นอกจากนี้ถ้าค้นคว้าในคัมภีร์ของพระพุทธศาสนาก็มีเรื่องราวของพระปิณโฑล ซึ่งมีอายุยืนยาวชั่วกัปล์ ท่านจะมีอายุจนกว่าพระพุทธศาสนาจะเสื่อมสิ้นไป บัดนี้ท่านมีอายุได้ ๒๕๐๐ กว่าปีแล้ว ดำรงธาตุขันธ์ด้วยอำนาจอิทธิบาทฌานอยู่ ณ ป่าหิมพานต์ริมสระอโนดาต อีกทั้งพระอุปคุตที่มีอายุยาวนาน ๒ พันกว่าปีจำพรรษาอยู่ภายในเวียงวังพญานาค

                เรื่องราวของท่านเหล่านี้ถูกบันทึกไว้ตามคัมภีร์ในแต่ละศาสนา ทั้งนี้เรื่องราวของบรมครูพู่พู่อ่องและพ่อครูโพมินข่องทั้งพ่อครูอีกทั้ง ๘ ท่านในสายยาแดงหรือเรียกเต็มๆว่าสายปะฐะมะสิทธินั้นก็เป็นตำนานแห่งผู้มีอายุวัฒนะ ด้วยอำนาจแห่งฌานสมาบัติ และปรอทวิเศษกายสิทธิ์ การกินว่านยามหาวิเศษ จึงสำเร็จทำให้เนื้อตัวเป็นทิพย์ ดิน น้ำ ลม ไฟ กาย วาจา จิตล้วนเป็นทิพย์เป็นอมตะ วิชาเช่นนี้สามารถทำให้ร่างกายเนื้อตัวเป็นประดุจคลื่นพลังงาน อยู่พ้นแรงโน้มถ่วงของโลกและสามารถอยู่ได้โดยพ้นปัจจัยต่างๆของโลก เป็นเสมือนเทพเจ้าที่อยู่ในโลกนี้

                ด้วยธรรมอันเร้นลับสูงส่งที่ท่านเหล่านี้บำเพ็ญจนเป็นธรรมอันเหนือโลก  จึงทำให้ท่านเป็นสิ่งเร้นลับที่ยากจะเข้าถึงโดยปุถุชนทั่วไป  แม้ท่านจะเข้ามาอยู่ปะปนกับเรา ๆ ท่าน ๆ ทั้งหลายก็มีอาจรู้ได้ว่าท่านกำลังอยู่ใกล้เราแค่ไหน แม้สายตาของเราที่ว่าเห็นๆหลายสิ่งหลายอย่างภายใต้พระอาทิตย์ดวงนี้ แต่สายตาของเราก็ไม่อาจเห็นท่านเหล่านั้นได้แม้ว่าท่านเหล่านั้นจะอยู่ใกล้เราแค่ไหนก็ตาม เพราะกิเลสตัณหานั้นบดบังสายตาของเรามิให้เห็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนภายใต้แสงพระอาทิตย์ มีแต่ผู้ที่ทรงฌานมีธุลีกิเลสน้อยในดวงตาเท่านั้นจึงสามารถเห็นท่านเหล่านั้นได้

                หากจะเข้าใกล้ท่านเหล่านั้นก็คงต้องอาศัยการบำเพ็ญสมณะธรรม จนบรรลุฌานสมาธิ จนสามารถจูนคลื่นความถี่จากจิตของเราให้เท่ากับท่านเหล่านั้น จึงสามารถเห็น สามารถติดต่อกับท่านเหล่านั้นได้อย่างสะดวก

                แต่หากยังไม่สามารถเข้าใกล้ ติดต่อท่านเหล่านั้นได้ก็คงต้องอาศัยวัตถุมงคลที่กำเนิดจากสายวิชาปะฐะมะสิทธิหรือวิชาสายยาแดง ติดตัวคู่กายไว้ ก็จะเสมือนเป็นองค์ท่านติดตามคุ้มครอง ดูแลไปตลอด หรือนำเอามากำภาวนาก็อาจสามารถสื่อถึงครูบาอาจารย์แห่งสายปะฐะมะสิทธิได้อย่างน่าอัศจรรย์


        มีข่าวมงคลสำหรับผู้สนใจสายปะฐะสิทธิ  กล่าวคือครูบาชัยมงคล  ชยฺธมฺโม  วัดไทรย้อย อ.เด่นชัย จ.แพร่  พระเกจิอาจารย์ที่เคยเดินทางไปเรียนวิทยาคมสายพม่าที่เชียงตุงและจาริกไปเขาโปปา  เมืองพุกาม มาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้วได้จัดสร้าง

       ล็อกเก็ตพ่อครูโพมินข่อง สิทธามหาเวทย์ หนึ่งในผู้สำเร็จพ่อครูทั้งสิบ ที่ได้รับความเคารพอย่างยิ่งในเมืองม่าน  ด้านหลังฝังมวลสารผสมผงยาตำหรับ”ปะฐะมะสิทธิ” อันเรืองฤทธานุภาพ


            วัตถุมงคลรุ่นนี้มีสองพิมพ์คือ พ่อครูโพมินข่อง “นั่งช้างป่า มหาอำนาจ”  และพิมพ์ ”มีกินตลอดชาติ เขาโปปา” ครูบาชัยมงคลได้ประกอบพิธีอัญเชิญญาณพ่อครูทั้ง ๑๐ ประสิทธิ และยังได้นำไปอธิษฐานจิตมังคลาภิเษก ณ ลานพระมหาเจดีย์ชเวดากอง ด้านทิศตะวันออก วิหารประดิษฐานพระพุทธรูปทรงเครื่องที่บรมครูพู่พู่อ่องจัดสร้างถวายไว้ในพระพุทธศาสนา

          ยามอาราธนาให้ตั้งจิตเอาคุณพระรัตนตรัยเป็นที่ตั้ง   คุณพระนางสุรัสวดี (สุรัสสะตี)  คุณพ่อครูทั้ง ๑๐ มีพ่อครูโพมินข่องเป็นที่สุด โปรดจงมาช่วยลูกคนนี้ด้วย ปรารถนาสิ่งใดบอกท่านไปเถิดสำเร็จสมปรารถนาทุกประการแล

หมายเหตุ      ผู้เขียน (ทิพยจักร) ได้ร่วมทดสอบของเชิญครูกับล็อกเก็ตพ่อครูโพมินข่อง ที่จัดสร้างโดยครูบาชัยมงคล  พร้อมทั้งมีการบันทึกเป็นวิดีโอเทปไว้  ท่านที่สนใจสามารถเข้าไปชมทางยูทูปได้โดยเข้าไปในยูทูปแล้วพิมพ์ข้อความในช่องค้นหาว่า   ทดสอบของเชิญครูกับล็อกเก็ตพ่อครูโพมินข่อง
แล้วท่านก็จะสามารถชมการเชิญบารมีและญาณทิพย์ของพ่อครู สิทธามหาเวทย์ มาอธิษฐานจิตร่วมอนุโมทนาในการสร้างมงคลวัตถุและอาศัยหลักวิชาแห่งการขับเคลื่อนพลังงานแฝงเร้นแลการตรึงพลังงานให้อยู่ภายในมงคลวัตถุเพื่อให้เกิดปาฏิหาริย์แห่งพลังงานกับผู้ที่นำไปบูชา ซึ่งปรากฏว่าผู้ที่ได้นำไปจะเห็นผลในด้านต่างๆอย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งเรื่องเมตตา   การปกป้องคุ้มครอง   การขับไล่สิ่งอัปมงคล ถอนอาถรรพ์ต่างๆ ให้เห็นกันถนัดชัดเจน

     สำหรับท่านที่สนใจล๊อกเก็ตพ่อครูโพมินข่อง ติดต่อได้ที่ วัดไทรย้อย ต.ไทรย้อย อ.เด่นชัย จ. แพร่  โทร 054-661063   และที่ สุริยันจันทรา โทร02-399-2000 / 083-073-7515
      หรือติดต่อทาง LINE  ID =  suriyanchantra
       บูชาองค์ละ 500 บาท พร้อมอัดกรอบพลาสติกเลี่ยมไมคอน


                อนึ่งท่านที่สนใจเวทย์วิทยาแห่งเมืองม่านสายปะธะมะสิทธิ  ติดตามอ่านได้ในนิตยสารพระเครื่องพุทธคุณ และอ่านบทความย้อนหลังได้ทางเว็บไซต์ที่ www.suriyanchantra.net

วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ทดสอบของเชิญครูกับล็อกเก็ตพ่อครูโพมินข่อง ....โดยครูบาชัยมงคล วัดไทรย้อย จ.แพร่

จากประสบการณ์จริงของ ทิพยจักร

ผู้ที่จะเข้ารับการสักวิชายาแดงนั้น ก่อนเริ่มพิธีสักยาแดง ครูบาอาจารย์จะมีพิธีกรรมหนึ่งเป็นการทดสอบว่าคนผู้นั้นมีพลังงานแฝงอะไรอยู่หรือไม่ ถ้ามีต้องเชิญต้องถอนออกก่อนจึงสักยาแดงให้ได้

พิธีกรรมนี้จะให้ผู้เข้ารักการสัก นั่งเหยียดขาออกไปข้างหน้า ครูผู้ทำพิธีจะท่องคาถาแล้วถามว่ามีผีเจ้าเข้าสิงแฝงหรือไม่มีวิญญาณสัมภเวสีผีตายโหงอะไรแฝงหรือเปล่า มีเจ้ามีองค์อันใดแฝงในกายหรือไม่ ท่านจะทำพิธี โดยจะสั่งว่า ถ้ามีให้ยกขาไม่ขึ้น ถ้าไม่มีก็ให้ยกขาได้ตามปกติ ท่านจะสั่งพร้อมท่องบริกรรมคาถา ถ้าผู้ที่รับการสักมีอาการยกขาไม่ขึ้นก็แสดงว่ามีเทพมีเจ้ากรรมนายเวรแอบแฝงอยู่ต้องทำการถอนเพื่อขออนุญาติจึงทำการสักได้ การถอนนั้นก็คือเชิญพลังงานแฝงทั้งหลายทั้งปวงออกจากตัวไปก่อน ถ้าวิญญาณไม่ดีเป็นผีเป็นเจ้ากรรมนายเวรก็เชิญออกไปเลยอย่างถาวร ถ้าเป็นเทพเป็นครูก็เชิญออกไปก่อนหลังจากรับการสักยาแดงเสร็จท่านก็ค่อยมาคุ้มครองได้



ครูบาชัยมงคลทดสอบวิชาให้ดูเป็นขวัญตา

          การทดสอบก่อนการสักว่ามีอะไรแอบแฝงนี้ยังเป็นเคล็ดวิชาที่สามารถนำมาพลิกแพลงได้โดยพิสดารอีกด้วย อย่างท่านครูบาชัยมงคล วัดไทรย้อย จ.แพร่ เวลาท่านจะให้จะประสิทธิวิชาของขลังในสายปะฐะมะสิทธิอันมีครูพู่พู่อ่องและโพมินข่องเป็นบรมครูนั้นท่านก็ใช้วิชาในลักษณะเดียวกันนี้ โดยผู้จะรับของให้นั่งแล้วเหยียดขาไปข้างหน้า จากนั้นท่านจะทดสอบว่าครูอยากไปอยู่กับคนผู้นั้นหรือไม่ พอใจคนผู้นั้นหรือเปล่า โดยกล่าวคาถาเชิญครูแล้วให้องค์ครูที่เป็นพลังงานอันมองไม่เห็นนั้นกดทับขาไว้ หรือแฝงลงในร่างเพียงบางส่วนซึ่งไม่ทำให้หมดสติเหมือนการถูกประทับทรง ผู้ที่ถูกทดสอบจะมีสติสัมปะชัญยะสมบูรณ์ทุกประการแต่จะไม่สามารถควบคุมร่างกายบางส่วนได้ โดยครูบาท่านจะขอเชิญครูให้กดขาไว้  แล้วอธิฐานบอกกล่าวครูว่า ถ้าท่านพอใจให้กดขาคนผู้นี้ไว้ ถ้าไม่พอใจให้ปล่อยเขา จากนั้นให้ลองยกขาดู ถ้ายกไม่ได้แสดงว่าครูท่านพอใจจึงมาเล่นด้วยหรือมาประทับลงในสังขาร ถ้าครูลงมาแบบนี้ก็สามารถเชิญวัตถุมงคลกลับไปบ้านได้และเชื่อมั่นได้เลยว่าครูมาอยู่มาคุ้มครองมาอวยพรให้กับเราแน่นอน แต่ถ้าอธิษฐานดูแล้วก็สามารถยกขาได้ตามปกติ ไม่มีอะไรแสดงว่าครูท่านไม่อยากมา แบบนี้ก็ไม่ควรเอาของไป เพราะครูท่านไม่ต้องการ

             ผู้เขียนเองสังเกตการทำพิธีกรรมนี้อยู่ระยะหนึ่ง เชื่อมั่นว่าครูบาชัยมงคลท่านเชิญครูได้แน่นอน แต่ก็ไม่คิดว่าตัวเราเองจะสื่อกับครู เพราะปกติแล้วเป็นคนที่ไม่รู้สึกหรือน้อมใจไปในอะไรง่ายๆ และเหมือนว่าครูบาชัยมงคลท่านจะรู้ใจ ท่านหันมาคุยกับผมพร้อมกับบอกว่าเอ้าไหนลองมานั่งดู จะให้พระไปบูชาที่บ้านองค์นึง ลองดูนะว่าครูท่านอยากไปด้วยรึเปล่า
ทีแรกคิดกลัวว่าครูบาท่านจะเหนื่อยเปล่าอย่างไรเสียเราก็คงยกขาขึ้นแน่ๆ ด้วยความเกรงใจก็นั่งเหยียดขาให้ครูบาท่านลองประกอบพิธีของท่านดู ท่านท่องพระคาถาสักพักเดียวไม่เกินสามนาที รู้สึกได้เลยว่ามีเหมือนมวลอากาศหนักๆมากดที่ขาของเราตั้งแต่ต้นขาไปถึงปลาย แต่ในใจก็คิดว่ายังไงเราก็น่าจะยกขาได้อยู่ดี

                  พอครูบาชัยมงคลท่านอธิษฐานบอกกล่าวกับครูบาอาจารย์เสร็จเรียบร้อย ซึ่งมีเนื้อความว่าถ้าครูบาอาจารย์ชอบสังขารนี้อยากอยู่ด้วย ให้กดขา ให้ลงประทับที่ขา ให้ขายกไม่ขึ้น ท่านกล่าวประมาณนี้ จากนั้นท่านก็บอกให้เราลองยกขาดู ปรากฏว่ามันแปลกจริงๆที่เราพยายามจะยกขาให้ขึ้นแต่มันกลับไม่ขึ้น ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าท่านสามารถทำได้ ผมเองผู้ทดลองกับตัวก็แปลกใจไม่น้อยสติเราก็ดีทุกอย่าง กำลังเราก็ดี แต่เมื่อลองยกขามันกลับยกไม่ขึ้น คล้ายๆว่ามันไม่ใช่ขาของเรา หรือเหมือนมีอะไรมากดไว้ เป็นเรื่องที่บอกไม่ถูกจริงๆ

การทดสอบครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่สร้างความแปลกใจให้ผู้เขียนมิใช่น้อยในวิชาอาคมของครูบาชัยมงคลท่าน แต่ไม่เพียงเท่านั้นครูบาชัยมงคลให้ทดลองครั้งที่สองกับล็อกเก็ตของพ่อครูโพมินข่อง ที่ท่านเพิ่งสร้างและเพิ่งเสกต่อหน้าต่อตาผู้เขียนเลย การเสกนั้นครูบาชัยมงคลท่านทำง่ายๆโดยกล่าวคาถาอัญเชิญครู จากนั้นอธิษฐานบอกกล่าวพ่อครูโพมินข่องให้ท่านทราบถึงเจตนาในการสร้าง ขอให้ท่านมาเสกให้มาอนุโมทนา ท่านทำการบอกกล่าวไม่เกิน ๕ นาทีก็เสร็จ จากนั้นท่านหันมาคุยว่า การเสกของที่เป็นรูปครูบาอาจารย์อย่างพ่อครูโพมินข่องนั้น เราเสกท่านไม่ได้หรอกของแบบนี้ ให้ท่านมาเสกเอง การที่เราบอกกล่าวครู เพียงแค่ครูท่านรู้ด้วยทิพยญาณแล้วท่านกล่าวอนุโมทนาในการสร้างของเราเท่านี้ก็สำเร็จบังเกิดความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นแล้ว

พอท่านอธิบายจบก็เรียกผู้เขียนไปทันที บอกให้กำล็อกเก็ตพ่อครูโพมินข่องไว้ จากนั้นท่านกล่าวคาถาอัญเชิญครู อีกครั้ง ผู้เขียนหลับตากำหนดจิตสักพักรู้สึกเหมือนกันว่ามีมวลพลังงานบางอย่างมาทางด้านขวามือ ความรู้สึกก็คล้ายๆกับมีคนมายืนด้านหลังทางขวาของเรา พอจับความรู้สึกได้ก็ลืมตาขึ้นมาคิดว่าถ้าเราหลับตาทำสมาธิต่อพลังงานของครูคงมาแฝงร่างเราแน่นอน เพราะพลังงานของท่านเพียงเข้ามาใกล้ๆก็รู้สึกได้ว่ามีพลังงานมากทีเดียว ผู้เขียนจึงลืมตาขึ้นแล้วบอกครูบาท่านว่ารู้สึกแล้วครับผม รู้สึกว่าท่านมายืนใกล้ๆ พร้อมกับบอกท่านว่านี่ถ้าทำพิธีต่ออำนาจครูท่านคงแผ่พลังงานเต็มตัวผมแน่ๆและไม่แน่ว่าอาจมีการของขึ้นหรือไม่อาจควบคุมร่างกายได้ เพราะถูกพลังงานจากองค์ครูกำลังแสดงฤทธิ์ให้เกิดปีติอย่างโลดโผนขึ้น
ครูบาชัยมงคล ได้อธิบายว่ามันเป็นหลักของพลังงาน ที่ผู้สามารถสื่อพลังงานได้นั้นสามารถโยกย้ายพลังงานให้ขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ต้องการและสามารถผูกหรือตรึงพลังงานนั้นไว้ให้อยู่กับที่ สิ่งเหล่านี้จะถูกควบคุมได้ด้วยกำลังของสมาธิจิต

สมัยก่อนอาจารย์ของครูบาชัยมงคลซึ่งมีนามว่า ปะขาวมี ท่านมีจริยาเหมือนพระแต่ท่านเป็นผ้าขาว ทรงศีลบริสุทธิ์ ท่านนับถือพ่อครูโพมินข่องมาก หิ้งพระท่านจะเล็กๆมีเพียงพระพุทธกับรูปปั้นของพ่อครูโพมินข่องประดิษฐานอยู่ เวลาคนมาขอความช่วยเหลือเจ็บป่วยจากการถูกทำด้วยคุณไสยหรือโดนผีเข้าท่านก็จะรักษาให้ โดยชูมือขึ้นแล้วมองไปที่รูปปั้นของพ่อครูโพมินข่อง พักเดียวก็เอามือที่ชูขึ้นสักครู่มาลูบขา มาปัดตรงที่ปวด แปลกแต่จริงเพียงแค่นั้นคนที่เจ็บป่วยก็หายจากอาการเจ็บเป็นปลิดทิ้ง ขาที่บวมๆอยู่ถึงกับยุบลงทันตาเห็น เป็นเรื่องที่แปลกมาก ท่านอาจารย์ปะขาวมียอกให้ครูบาชัยมงคลท่านศึกษาศาสตร์นี้เอาไว้เพราะจะช่วงสงเคราะห์คนได้ในภายภาคหน้า ซึ่งครูบาท่านก็ได้ศึกษาและนำมาสงเคราะห์ผู้ที่เจ็บป่วยจากคุณผีคุณคน โดยทุกครั้งก็จะระลึกถึงพ่อครูโพมินข่อง เอามือข้าวหนึ่งชูขึ้นรับพลังของท่านเหมือนที่ปะขาวมีท่านเคยสอนไว้ ครั้งหนึ่งมีคนผีเข้ามาให้รักษา ก็รักษาให้ตามแบบฉบับที่อาจารย์ปะขาวมีสอน ชูมือข้างหนึ่งขึ้นตั้งจิตถึงพ่อครูโพมินข่องจากนั้นเอามือข้างดังกล่าวมาลูกขา ปรากฏว่าคนที่ผีเข้ามีอาการร้อนเหมือนโดนไฟลน ไม่กี่อึดใจผีที่แฝงอยู่ในตัวทนไม่ได้ต้องออกไปทันที
ศาสตร์แบบนี้อยู่ที่ความศรัทธาและแรงครูบาอาจารย์ จึงสามารถสร้างปาฏิหาริย์หรือสงเคราะห์ผู้ตกทุกข์ได้ยากสำเร็จที่สำคัญคือต้องมีจิตใจบริสุทธิ์เป็นเรื่องของการสงเคราะห์ช่วยเหลือกันจริงๆไม่ใช่เอาวิชามาหากินเพื่อหวังเงินทองลาภสักการะแต่อย่างใด
ในปัจจุบันท่านครูบาชัยมงคลได้จักสร้างล็อกเก็ตพ่อครูโพมินข่องผู้วิเศษแห่งเมืองม่าน โดยอาศัยการเชิญบารมีและญาณทิพย์ของท่านมาอธิษฐานจิตร่วมอนุโมทนาในการสร้างมงคลวัตถุและอาศัยหลักวิชาแห่งการขับเคลื่อนพลังงานแฝงเร้นแลการตรึงพลังงานให้อยู่ภายในมงคลวัตถุเพื่อให้เกิดปาฏิหาริย์แห่งพลังงานกับผู้ที่นำไปบูชา ซึ่งปรากฏว่าผู้ที่ได้นำไปจะเห็นผลในด้านต่างๆอย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งเรื่องเมตตา การปกป้องคุ้มครอง การขับไล่สิ่งอัปมงคล ถอนอาถรรพ์ต่างๆ เหล่านี้เห็นผลดีกันมามากจนของที่สร้างขึ้นไว้ไม่เพียงพอกับความต้องการ

ท่่านที่สนใจล๊อกเก็ตพ่อครูโพมินข่อง ติดต่อได้ที่ วัดไทรย้อย ต.ไทรย้อย อ.เด่นชัย จ. แพร่
โทร 054-661063 / 084-322-1859
และที่ สุริยันจันทรา โทร 02-399-2000 / 083-073-7515



วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ยอดฮิตของทัวร์ไทยเมื่อไปเมียนมาร์

สารคดีซีรี่ส์พิเศษ  เส้นทางแห่งศรัทธา   โดย สุริยันจันทรา
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ยอดฮิตของทัวร์ไทยเมื่อไปเมียนมาร์
                นักทัศนาจรชาวไทยที่เดินทางไปย่างกุ่ง สหภาพพม่า เป้าหมายหลักคงไม่มีใครยอมพลาดพระมหาเจดีย์ชเวดากอง  ที่เป็นศูนย์รวมจิตรวมใจพุทธศาสนิกชน

ประวัติและความสำคัญของพระมหาเจดีย์ชเวดากองได้นำเสนอผ่านคอลัมน์นี้ไปแล้ว  แต่อยากจะนำข้อมูลข่าวสารที่ทัวร์ทั่วไปอาจไม่ได้แนะนำหรืออรรถาธิบายนั่นคือ บริเวณลานพระมหาเจดีย์ชเวดากองด้านทิศตะวันออกมีสิ่งสำคัญที่ควรได้ไปกราบไหว้ขอพรนั่นคือ พระพุทธรูปที่บรมครูพู่พู่อ่อง หรือ โบโบอ่อง ( Bo Bo Aung ) มหาสิทธา ( ผู้สำเร็จ หรือผู้ทรงพลังเหนือธรรมชาติ ) ที่ตามประวัติกล่าวว่าเป็นราชครูหรืออาจารย์ของบุเรงนอง ผู้ชนะสิบทิศ

ครั้งสมัยพระเจ้าบุเรงนองปกครองแผ่นดินพม่าท่านมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง  วันหนึ่งท่านประสงค์จะนำเพชรเม็ดใหญ่น้ำหนักหลายสิบกะรัตขึ้นไปประดิษฐานที่ยอดพระมหาเจดีย์ชเวดากอง
บุเรงนองมีรับสั่งว่า.....ถ้าใครผู้ใดสามารถนำเพชรขึ้นไปประดิษฐานบนยอดพระมหาเจดีย์ชเวดากอง ได้ไดยไม่ใช้บันใดหรือนั่งร้าน  ท่านจะมอบแผ่นดินให้ครองกึ่งหนึ่ง
บรมครูพู่พู่อ่อง ได้อาสานำเพชรขึ้นไปยอดพระมหาเจดีย์  หลายคนวิตกว่าท่านจะปีนขึ้นไปได้ยังไงเพราะสูงมากและไม่มีที่เกาะยึดขึ้นไป
เมื่อได้เพชรมาแล้วบรมครูพู่พู่อ่องสำแดงฤทธิ์เหาะลอยขึ้นไปยอดพระมหาเจดีย์นำไปประดิษฐานพร้อมจารอักขระ “ สะ ตะ ปะ วะ  “  สุดยอดพระคาถาเอกอุ   เมื่อกลับลงสู่พื้น  บุเรงนองทรงพอพระทัยรับสั่งว่าจะขอมอบแผ่นดินกึ่งหนึ่งให้ปกครอง  แต่บรมครูพู่พู่อ่องถวายพระพรขอไม่รับ  แต่ขอให้พระองค์ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้สถิตยสถาพร
บุเรงนองทรงยกย่องบรมครูพู่พู่อ่องเป็นราชครู หรือครูของพระราชา  ราชการงานเมืองต่าง ๆ ที่สำคัญ ตลอดจนเรื่องพิธีกรรมของบุเรงนองจะปรึกษาบรมครูพู่พู่อ่องเสมอ

                ด้านทิศตะวันออกของพระมหาเจดีย์ชเวดากองจะมีพระพุทธรูปที่บรมครูพู่พู่อ่องประดิษฐานอยู่ เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องงดงามมากและมีอักษรจารึกว่าเป็นพระพุทะรูปที่พู่พู่อ่องหรือโบโบอ่อง สร้างถวายไว้

                ใกล้ ๆ กันมีเจดีย์สีขาว ที่ลานเจดีย์มีรูปสิทธาหันหน้าสักการะสู่พระมหาเจดีย์ชเวดากอง  สัณนิษฐานว่าเป็นรูปของบรมครูพู่พู่อ่อง สิทธามหาเวทย์ที่ชาวพม่า มอญ ไทยใหญ่ และผู้ศรัทธาให้ความเคารพนับถือ

                เมื่อเดือนมิถุนายน 2557 พระคณาจารย์จากประเทศไทย นำโดยครูบาชัยมงคล วัดไทรย้อย  พระอาจารย์ภูไทย วัดเขาแก้วฯ  พระอาจารย์นอง วัดทุ่งเสลี่ยม และพระอาจารย์เภก วัดสิงห์คูยาง  ได้เดินทางไปสักการะพระมหาเจดีย์ชเวดากองและนำวัตถุมงคลไปอธิษฐานจิต ณ บริเวณด้านทิศตะวันออก ที่วิหารพระพุทธรูปพู่พู่อ่องสร้างถวาย

                วัตถุมงคลที่นำไปอธิษฐานครั้งนี้มีอาทิ  
                                                 
                           ล๊อคเก็ตบรมครูพู่พู่อ่อง และ แหวนเงินลงยายันต์ “สะตะปะวะ” (  อักขระยันต์ที่บรมครูพู่พู่อ่องจารยอดพระมหาเจดีย์ชเวดากอง) จัดสร้างโดยพระอาจารย์ภูไทย ปภากโร  วัดเขาแก้วฯ  จ.สุโขทัย

                      ล๊อคเก็ตและวัตถุมงคลครูบาชัยมงคล  วัดไทรย้อย จ.แพร่

                นอกจากพระมหาเจดีย์ชเวดากองแล้วสถานที่ “ ยอดฮิต” ที่นักทัศนาจรไทยต้องไม่พลาดคือการไปขอพรเทพทันใจ และเทพกระซิบ  แต่ก่อนอื่นต้องขอแนะนำให้ไปสักการะ พระ เจดีย์โบดาทาวน์
 เจดีย์โบดาทาวน์   ตามตำนานเล่าขานว่า เมื่อราว 2000 ปีก่อน พระเจ้าโอกะลาปะ กษัตริย์มอญทรงบัญชาให้นายทหารระดับแม่ทัพตั้งแถวถวายสักการะแด่พระเกศาธาตุ ที่นายวาณิชสองพี่น้องอัญเชิญมาทางเรือและมาขึ้นฝั่งเมืองตะเกิงหรือดากอง ณ บริเวณนี้ จึงสร้างเจดีย์โบตะทาวน์ไว้เป็นที่ระลึก พร้อมทั้งแบ่งพระพุทธเกศา 1 เส้น มาบรรจุไว้ ก่อนนำไปบรรจุในมหาเจดีย์เวดากองและเจดีย์สำคัญอื่นๆ จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่2 เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรได้ทิ้งระเบิดถล่มย่างกุ้ง ทำให้เจดีย์โบดาทาวน์องค์เดิมถูกทำลายพินาศ แต่ในระหว่างการบูรณะได้ค้นพบผอบทรงสถูปบรรจุพระเกศธาตุและพระบรม สารีริกธาตุ  ครั้นเมื่อเจดีย์โบ ดาทาวน์องค์ใหม่ สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2496 จึงนำพระเกศธาตุมาบรรจุในมณฑปครอบแก้วใส ประดิษฐาน ณ ใจกลางเจดีย์ และทำช่องทางให้พุทธศาสนิกชนเดินเข้าไปดูและสักการบูชาได้อย่างใกล้ชิด
ในบริเวณลานเจดีย์โบดาทาวน์มีศาลาประดิษฐานรูปปั้น นัตโบโบยี หรือ เทพทันใจ ซึ่งผู้ศรัทธานิยมมากราบไหว้บูชา ด้วยเชื่อว่าอธิษฐานขอสิ่งใดแล้วจะสมปรารถนาทันใจ

วิธีขอพรจากเทพทันใจ (นัตโบโบยี)      ลำดับแรกเตรียมเครื่องถวายสักการะเช่น มะพร้าม กล้วย ดอกไม้ ( มีขายในวัด ชุดละประมาณ  80 – 100 บาท ) จากนั้นให้เตรียมเงินธนบัตรไว้ 2 ใบใช้ได้ทั้งเงินพม่า เงินไทย โดยม้วนเป็นรูปกรวยซ้อนกัน จากนั้นนำไปใส่ไว้ที่มือของเทพทันใจ จากนั้นนำหน้าผากของเราไปแตะชิดที่นิ้วชี้ของเทพทันใจที่ชี้มา พร้อมกันนั้นให้เราอธิษฐานสิ่งที่ต้องการขอพรเพียงแค่ 1 อย่างเท่านั้นจากนั้นให้เดินวน 3 รอบ ไหว้ท่านอีกสักรอบหน้าผากแตะไว้ที่นิ้วชี้ของเทพทันใจ และหยิบเงินที่ซ้อนในกรวยในมือท่านออก 1 ใบนำมาเก็บรักษาไว้ เป็นขวัญถุง ส่วนอีกหนึ่งในเป็นเงินทำบุญเป็นอันเสร็จพิธี
ต่อจากนั้นก้เดินข้ามถนนมาฝั่งตรงข้ามมีอาคารประดิษฐานเทพกระซิบ หรือ เมี๊ยะนานหน่วย

ตามตำนานกล่าวว่า นางเป็นธิดาของพญานาค  ที่เกิดศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า รักษาศีล  ไม่ยอมกินเนื้อสัตว์จนเมื่อสิ้นชีวิตไปกลายเป็นนัต  ซึ่งชาวพม่าเคารพกราบไหว้กันมานานแล้ว  
การบูชาเทพกระซิบ  หรือ นัต อะมาดอว์เมียะนั้น นอกจากบูชาด้วยมะพร้าว  กล้วยที่จัดไว้เป็นชุดแล้ว ยังนิยมบูชาด้วยน้ำนม และข้าวตอก รวมทั้งดอกไม้  ซึ่งมักจะเป็นดอกมหาหงส์ ที่คนพม่านิยมใช้บูชาพระกันทั่วไป 
เคล็ดในการขอพรจากเทพกระซิบคือต้องเข้าไปกระซิบใกล้ ๆ และขอพรกับท่านเพียงข้อเดียว
แต่ก็มีหลายท่านที่อยากจะขอพรหลายข้อ  เช่นมีคุณป้ารายหนึ่งอยากขอพรหลายข้อหลายประการคือ
1 ขอให้ตัวเองถูกหวย  2 ขอให้ได้เลื่อนตำแหน่ง  3 ขอให้ลูกชายสอบเอ็นทรานซ์ติด   4 ขอให้ลูกสาวได้เป็นนางงาม  5 ขอให้สามีอย่ามีกิ๊ก ฯลฯ 
ทำไงดีล่ะเพราะเข้าไปกระซิบได้ครั้งละ 1 ข้อ    คนอื่นเขากระซิบเสร็จก็ออกไปรอข้างนอก คุณป้ารายนี้ยังวนเวียนเข้าไปกระซิบที่ข้างหูเทพกระซิบรอบแล้วรอบเล่าสิริรวม 5 รอบ
ก้อไม่มีปัญหาอะไร...เขาให้กระซิบทีละข้อคุณป้าก็ทีละข้อ  แต่ห้ารอบเจ้าค่ะ

----------------------- 
ท่านที่สนใจวัตถุมงคลที่นำไปปลุกเสก ติดต่อที่ สุริยันจันทรา โทร 083-073-7515