วันจันทร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2557

พ่อครูพู่พู่อ่องและพ่อครูโพมินข่อง สายวิชาปะฐะมะสิทธิหรือวิชาสายยาแดง โดย ทิพยจักร


พ่อครูพู่พู่อ่องและพ่อครูโพมินข่อง  สายวิชาปะฐะมะสิทธิหรือวิชาสายยาแดง  
โดย ทิพยจักร



                เรื่องราวตำนานของพ่อครูทั้ง ๑๐ ของเมืองม่านหรือพม่านั้นหลายคนให้ความสนใจมาก ทั้งนี้เพราะเรื่องราวของท่านลึกลับและมากด้วยปาฏิหาริย์ไม่แพ้เรื่องราวของหลวงปู่เทพโลกอุดรของไทยเราเลย ทุกวันนี้ชาวพม่ายังเชื่อกันว่าพ่อครูทั้ง ๑๐ นั้นยังมีชีวิตอยู่และคอยทำหน้าที่ปกปักษ์รักษาพระพุทธศาสนา และรักษาเมืองพม่าให้รอดปลอดภัยมาทุกยุคทุกสมัยอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อเกิดเหตุคราวคับขันอย่างไรแล้วท่านทั้ง ๑๐ ก็จะเนรมิตรกายออกจากป่ามาสู่เมืองเพื่อโปรดผู้ทุกข์ผู้ยากอยู่เสมอ

                ก่อนเข้าเรื่องของพ่อครูท่านต่อไป จะขอทำความเข้าใจเรื่องนัตเมืองม่านกันก่อนครับ คำว่านัต หมายถึงผี ครับ นัต ของพม่าที่บูชากันอยู่ทุกวันนี้ก็หมายถึงผีที่ทำหน้าที่คุ้มครองปกปักษ์รักษาบ้านเมือง โดยนัตนั้นแบ่งเป็นสองจำพวกคือ เทวดาอย่างหนึ่ง และผีตายโหงอย่างหนึ่ง นัตที่เป็นเทวดา ก็เช่นพระอินทร์ ครับ ส่วนนัตที่เป็นผีตายโหงนั้นมีหลายตน  ทำไมจึงเป็นผีตายโหง เรื่องนี้เพราะว่าผู้ที่ตายในการศึกสงครามประการหนึ่งถือว่าเป็นวีรบุรุษรักษาประเทศชาติสมควรยกให้เป็นผีเมือง อีกประการหนึ่งคือผู้ที่สิ้นด้วยโศกนาฏกรรมทั้งๆที่เป็นคนดีก็สมควรยกย่องให้เป็นผีบรรพบุรุษทำหน้าที่คอยคุ้มครองลูกหลานคนดีมีศีลธรรมเช่นกัน

                ดังนั้นผีนัต จึงเป็นผีที่มาจากนักรบ และมาจากคนดีแต่แล้วกลับตายร้ายจึงถูกยกย่องขึ้นเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ที่เรียกว่า นัต นั่นเอง

                ในส่วนของพ่อครูทั้ง ๑๐ ถูกแยกออกจากนัตครับ เรียกว่าสิทธาหรือผู้สำเร็จ มีฐานะสูงส่งกว่านัต ทั้งมีฤทธิ์ตบะเดชะสูงส่งกว่าสรรพวิญญาณทั้งหลาย อย่างเทียบเคียงกันไม่ได้เลย ดังว่ามานี้คงรู้ถึงความแตกต่างระหว่างนัตและสิทธาทั้ง ๑๐ หรือพ่อครูทั้ง ๑๐ แห่งเมืองม่านกันแล้ว ว่าแตกต่างกันอย่างไร
                หนึ่งในบรมครูที่คนม่าน(พม่า) นับถือที่สุดเคียงคู่กับการนับถือพู่พู่อ่อง และมีคติวางรูปของท่านไว้คู่กันเสมอก็คือพ่อครูโพมินข่อง ตำนานของพ่อครูโพมินข่องนั้นเล่าไว้ว่า ท่านได้ร่ำเรียนวิชากายสิทธิ์ปะฐะสิทธิ อันเป็นตำราเล่มเดียวกันกับบรมครูพู่พู่อ่อง แต่การร่ำเรียนวิชาของท่านพิสดารนักคือท่านเรียนวิชาย้อนกลับ ซึ่งแน่นอนว่าผู้ที่เรียนพิสดารเช่นนี้ได้ย่อมเป็นผู้มีบุญวาสนาเป็นอัจฉริยะบุคคลลงมากำเนิด เป็นผู้บำเพ็ญบารมีทางพระโพธิญาณมานับไม่ถ้วน มิเช่นนั้นแล้วไฉนเลยจึงสามารถเรียนวิชาย้อนทวนได้
                                                           
                พ่อครูโพมินข่อง อาศัยการทานว่านยาและการเรียนวิชาแบบย้อนกลับหรือย้อนทวนวิชา จนกระทั่ง จิตเป็นทิพย์ กายเป็นทิพย์ วาจาศักดิ์สิทธิ์ บรรลุสมาบัติสูงสุดพร้อมด้วยอภิญญา ๕ ประการ สำเร็จวัชระกาย เนื้อตัวเป็นทิพย์ มีอำนาจวิเศษอาจบันดาลสิ่งต่างๆได้ตามปรารถนา ทั้งควบคุมธาตุทั้ง ๔ ได้อย่างพิสดารเด็ดขาดตายตัว อยู่บนโลกในฐานะคุรุเทพผู้วิเศษ ทำหน้าที่ประดุจพระโพธิสัตว์ท่องเที่ยวโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณ


                ตามตำนานนั้นกล่าวไว้ว่าพ่อครูพู่พู่อ่องและพ่อครูโพมินข่องต่างเคยทดสอบฝีมือกัน ปรากฏว่าไม่มีใครแพ้ใครชนะ เป็นยอดฝีมือด้วยกันทั้งคู่ พ่อครูพู่พู่อ่องผู้เป็นยอดวิชาจึงยกให้พ่อครูโพมินข่องเสมอด้วยกับตน เป็นสหายธรรมอันรักกันยิ่ง และเป็นที่มาที่ทำให้คนเมืองม่านต่างวาดภาพหรือตั้งรูปเคารพของทั้งสององค์ไว้คู่กันเสมอ
                ปัจจุบันเชื่อว่าทั้งพ่อครูพู่พู่อ่องและพ่อครูโพมินข่อง ต่างเป็นผู้ได้กายวัชระเป็นอมตะไม่มีวันตาย ท่านทั้งสองจะมีอายุยืนยาวเท่าไหร่ก็ได้ตามปรารถนาแม้จะอยู่คู่ฟ้าคู่ดินก็สามารถ เพราะสำเร็จกายสิทธิ์ชั้นสูงสุด มีอายุยืนยาวประดุจเทพเจ้าเหล่าพระพรหมผู้เรืองฤทธิ์ ทั้งนี้พ่อครูทั้งสองต่างพำนักอยู่ที่ บุพเพวิหทวีป อันเป็นทวีปมงคลเป็นแดนลับแล โดยมีเขาโปปาเป็นทางเชื่อมมิติ ด้วยเหตุนี้ผู้ใดที่เข้าสมาธิฌาน ได้อุปจารสมาธิอาจนั่งทางในมองเข้าไปในเขาโปปา ก็อาจได้เห็นเหล่าบรมครูผู้เรืองฤทธิ์มีชีวิตเป็นอมตะได้อย่างน่าอัศจรรย์

                ในตำนานของโลกแห่งความลี้ลับทางฌานสมาบัตินั้น ผู้ที่มีฤทธิ์มีเดช มีตบะฌานอันสูงส่งจนสามารถมีอายุยืนยาวเป็นกัปล์ได้นั้น มีอยู่หลายท่าน เช่นเรื่องราวของมหามุนีศิวะบาบาหรือบาบาจีแห่งเขาหิมาลัย กเป็นมหาโยคีที่มีอายุวัฒนะอยู่คู่ฟ้าดิน หรือเซียนทั้ง ๘ ของจีนก็เป็นผู้มีอายุวัฒนะเช่นกัน หรืออย่างเรื่องราวของหลวงปู่สรวงเทพเจ้าแห่งเขาพนมกุเลนที่มีอายุยืนยาวกว่า ๕๐๐ ปี ในไทยเราเองก็มีเรื่องราวของหลวงปู่เทพโลกอุดรที่มีอายุยืนยาวเป็นหลายพันปี นอกจากนี้ถ้าค้นคว้าในคัมภีร์ของพระพุทธศาสนาก็มีเรื่องราวของพระปิณโฑล ซึ่งมีอายุยืนยาวชั่วกัปล์ ท่านจะมีอายุจนกว่าพระพุทธศาสนาจะเสื่อมสิ้นไป บัดนี้ท่านมีอายุได้ ๒๕๐๐ กว่าปีแล้ว ดำรงธาตุขันธ์ด้วยอำนาจอิทธิบาทฌานอยู่ ณ ป่าหิมพานต์ริมสระอโนดาต อีกทั้งพระอุปคุตที่มีอายุยาวนาน ๒ พันกว่าปีจำพรรษาอยู่ภายในเวียงวังพญานาค

                เรื่องราวของท่านเหล่านี้ถูกบันทึกไว้ตามคัมภีร์ในแต่ละศาสนา ทั้งนี้เรื่องราวของพ่อครูพู่พู่อ่องและพ่อครูโพมินข่องทั้งพ่อครูอีกทั้ง ๘ ท่านในสายยาแดงหรือเรียกเต็มๆว่าสายปะฐะมะสิทธินั้นก็เป็นตำนานแห่งผู้มีอายุวัฒนะ ด้วยอำนาจแห่งฌานสมาบัติ และปรอทวิเศษกายสิทธิ์ การกินว่านยามหาวิเศษ จึงสำเร็จทำให้เนื้อตัวเป็นทิพย์ ดิน น้ำ ลม ไฟ กาย วาจา จิตล้วนเป็นทิพย์เป็นอมตะ วิชาเช่นนี้สามารถทำให้ร่างกายเนื้อตัวเป็นประดุจคลื่นพลังงาน อยู่พ้นแรงโน้มถ่วงของโลกและสามารถอยู่ได้โดยพ้นปัจจัยต่างๆของโลก เป็นเสมือนเทพเจ้าที่อยู่ในโลกนี้

                ด้วยธรรมอันเร้นลับสูงส่งที่ท่านเหล่านี้บำเพ็ญจนเป็นธรรมอันเหนือโลก  จึงทำให้ท่านเป็นสิ่งเร้นลับที่ยากจะเข้าถึงโดยปุถุชนทั่วไป  แม้ท่านจะดขเมาอยู่ปะปนกับเราๆท่าน กระเราๆท่านๆทั้งหลายก็มีอาจรู้ได้ว่าท่านกำลังอยู่ใกล้เราแค่ไหน แม้สายตาของเราที่ว่าเห็นๆหลายสิ่งหลายอย่างภายใต้พระอาทิตย์ดวงนี้ แต่สายตาของเราก็ไม่อาจเห็นท่านเหล่านั้นได้แม้ว่าท่านเหล่านั้นจะอยู่ใกล้เราแค่ไหนก็ตาม เพราะกิเลสตัณหานั้นบดบังสายตาของเรามิให้เห็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนภายใต้แสงพระอาทิตย์ มีแต่ผู้ที่ทรงฌานมีธุลีกิเลสน้อยในดวงตาเท่านั้นจึงสามารถเห็นท่านเหล่านั้นได้

                หากจะเข้าใกล้ท่านเหล่านั้นก็คงต้องอาศัยการบำเพ็ญสมณะธรรม จนบรรลุฌานสมาธิ จนสามารถจูนคลื่นความถี่จากจิตของเราให้เท่ากับท่านเหล่านั้น จึงสามารถเห็น สามารถติดต่อกับท่านเหล่านั้นได้อย่างสะดวก

                แต่หากยังไม่สามารถเข้าใกล้ ติดต่อท่านเหล่านั้นได้ก็คงต้องอาศัยวัตถุมงคลที่กำเนิดจากสายวิชาปะฐะมะสิทธิหรือวิชาสายยาแดง ติดตัวคู่กายไว้ ก็จะเสมือนเป็นองค์ท่านติดตามคุ้มครอง ดูแลไปตลอด หรือนำเอามากำภาวนาก็อาจสามารถสื่อถึงครูบาอาจารย์แห่งสายปะฐะมะสิทธิได้อย่างน่าอัศจรรย์

            หมายเหตุ
        สำหรับรายการวัตถุมงคลที่ได้รับการอธิษฐานจิต ณ เขาโปปา ประเทศพม่า ที่ห้องนอนของพ่อครูโพมินข่อง สนใจติดต่อได้ที่   วัดทุ่งเหียง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี  โทร 080-567-4807  / ครูบาชัยมงคล วัดไทรย้อย อ.เด่นชัย จ.แพร่  โทร.080-671-5287 / พระอาจารย์ภูไทย ปภากโร วัดเขาแก้วฯ อ.ทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย  โทร085-4000-101 / พระอาจารย์ฉลอง  ปํญญาวโร  วัดยางเอน อ.เมือง จ.สุโขทัย
และทุกรายการมีรวมอยู่ที่
          “ สำนักพระเครื่อง สุริยัน จันทรา” สุขุมวิท 101/1 บางนา กรุงเทพฯ
         โทร                 02-399-2000 / มือถือ 083-073-7515 /  094-930-9355
           อีเมล์            3992000@gmail.com


www.สุริยันจันทรา.com        www.poothai.net         www.pooboon.com       
 www.krooba.com      www.amulettv.com



วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2557

พ่อครูโพมินข่อง โดย ทิพยจักร

พ่อครูโพมินข่อง
โดย ทิพยจักร
 ( ติดตามอ่านได้ในบล๊อกนี้ และ  นิตยสารพระเครื่องพุทธคุณ )



              นับจากต้นสายวิชายาแดงและการเล่นแร่แปรธาตุคือบรมครูพู่พู่อ่องซึ่งสำเร็ววิชามหาเวทย์และฌานสมาบัติชั้นสูงสุดแล้ว แต่นั้นมาก็มีผู้แสวงหาติดตามพ่อครูพู่พู่อ่องแทบจะพลิกแผ่นดิน ทั้งกษัตริย์ ทั้งสามัญชน แต่น้อยคนนักที่จะมีวาสนาได้เจอองค์ท่าน 


         บรมครูพู่พู่อ่อง ล่องหนหายตัว เปลี่ยนรูปแปลงกาย ได้ต่างๆนานาสารพัด แยกธาตุหยาบ ฟอกกายละเอียดทำกายให้โปร่งแสง มีกายแต่เสมือนไม่มี สายตาของปุถุชนคนธรรมดาจะไม่มีวันมองเห็นท่านเลย เว้นเสียแต่ท่านจะพบบุคคลผู้มีวาสนาก็จะปรากฏกายสอนในรูปแบบต่างๆ เช่นแปลงร่างเป็นเด็กมาสอน แปลงร่างเป็นคนขอทาน ทั้งนี้เพื่อลองใจใครแต่ละคนดูว่าเมื่อมีวาสนาแล้วจะมีจริยาความประพฤติเหมาะสมด้วยหรือไม่ ถ้ามีความเหมาะสมในทุกๆด้านแล้วท่านก็จะสอนวิถีแห่งความเป็นอมตะ วิถีแห่งฤทธิ์และสันติอันบรมสุขแก่ผู้นั้น ที่สุดบุคคลผู้นั้นจะบรรลุธรรมอันเยี่ยมยอดและได้เข้ารวมกลุ่มกับผู้เป็นอมตะแห่งสายวิชาของบรมครูพู่พู่อ่อง


          แม้มีคนเที่ยวหาบรมครูพู่พู่อ่องมากต่อมาก แต่แน่นอนว่าน้อยคนที่จะได้พบ รวมทั้งผู้ที่ร่ำเรียนวิชาสายบรมครูพู่พู่อ่องด้วยเช่นกันน้อยคนจะบรรลุถึงความเป็นที่สุดในสายวิชานั้น แต่ท่านหนึ่งที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของชาวพม่าและมอญ เป็นผู้ที่มีตัวตนอยู่จริง นั่นคือ พ่อครูโพมินข่อง 
                                                

         เรื่องราวของพ่อครูโพมินข่องเป็นที่นับถือในหมู่ชาวไทยใหญ่ พม่าและมอญ และนับเอาดพครูโพมินข่องเป็นหนึ่งในสิบของพ่อครูทั้ง ๑๐ แห่งสายวิชายาแดงอีกด้วย

          รายนามพ่อครูทั้ง ๑๐ นั้นมีดังนี้คือ ๑ พ่อครูพู่พู่อ่อง ๒ พ่อครูโพมินข่อง ๓ พ่อครูบูดออี ๔ พ่อครูบูดอบิวหรือสะยาปิ๋ว ๕ พ่อครูบูดอป๋วย ๖ พ่อครูอุเมี๊ยะขิ่น ๗ พ่อครูสัจจะยามิน ๘ พระมหาโอสถวิชา ๙ เส่วิชา ๑๐ ต่อวิชา 



         ทั้ง ๑๐ ท่านนับเป็นยอดบรมครูแห่งการสักสายยาแดง รวมไปถึงวิชาการเล่นแร่แปรธาตุเพื่อสำเร็จความเป็นอมตะ ธรรมของพ่อครุทั้ง ๑ๆ นั้นล้ำลึกพิสดาร สมบูรณ์ด้วยธรรมและอิทธิฤทธิ์ พลังเหนือโลก ที่สามัญชนคนธรรมดายากจะเข้าถึง ตามคติความเชื่อนั้นแม้ผู้ใดมีบารมีของพ่อครูท่านใดเพียงท่านเดียวสถิตย์อยู่กับตัว ด้วยลายสักยันต์ยาแดงก็ดี หรือด้วยคาถาที่ท่องจำไว้ในใจก็ดีหรือเพียงระลึกถึงท่านด้วยใจเคารพศรัทธาอันมั่นคงก็ดี คนผู้นั้นไม่มีโดนทำร้ายด้วยคุณไสย คุณคน หรือแม้แต่พิษร้าย สัตว์ร้ายต่างๆก็ไม่สามารถทำอันตรายใดๆได้ 




         พ่อครูโพมินข่อง คือหนึ่งในผู้บรรลุอภิญญาฤทธิ์แห่งเมืองพุกาม มีผู้คนบูชาท่านมากมาย ขนาดที่เขาโปปาอันเป็นสิงสถิตของมังมหาคีรีนัต ยังได้จัดห้องของท่าน จำลองที่อยู่ของท่านไว้บนเขาโปปา เพื่อให้คนได้มีโอกาสไปสักการะ ไประลึกถึงอยู่เป็นประจำ


           รูปของพ่อครูโพมินข่อง มักเห็นในรูปของครูที่ปล่อยผมสยาย นั่งไขว้เท้าในท่าขัดสมาธิ และที่เป็นเอกลักษณ์อย่างยิ่งคือท่านมักถือถ้วยน้ำชาในท่ากำลังจิบอยู่เสมอ 

         ในบรรดาครูทั้ง ๑๐ นั้นเป็นที่เชื่อกันว่า มีอย่างน้อย ๒ ท่านที่มีชีวิตเป็นอมตะ คือพ่อครูพู่พู่อ่อง และพ่อครูโพมินข่อง กล่าวกันว่าพ่อครูพู่พู่อ่อง ท่านใช้วิธีฝึกวิชาไปตามขั้นจนสำเร็จ ส่วนพ่อครูโพมินข่องใช้เคล็ดฝึกวิชาย้อนกลับ หมายความว่าพ่อครูพู่พู่อ่องนั้นฝึกตามลำดับจากขั้นวิชา ๑ ๒ ๓ ๔ ไปจนสำเร็จขั้นสูงสุด ส่วนพ่อครโพมินข่องนั้นเมื่อเรียนวิชาท่านเริ่มจากวิชาที่ยากที่สุดก่อนและไล่ไปจนถึงวิชาขั้นพื้นฐาน ทั้งสองท่านสำเร็จแล้วอธิษฐานรักษาคุ้มครองพระพุทธศาสนา มีชีวิตยืนยาวเป็นกัปล์ รอรับเสด็จพระศรีอาริยะเมตรตรัย เมื่อฟังธรรมจากพระองค์จิตก็จะบรรลุสู่นิพพานธรรมและดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพานในทันที การสำเร็จวิชาของท่านพู่พู่อ่องและโพมินข่องนั้น คือสำเร็จทั้งด้านสมาธิจิต คือการเข้าฌานสมาบัติ กสิณ การเพ่งดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศธาตุ จนเข้าอรูปฌานได้ การสำเร็จพระเวทย์คือการท่องมนตราและการตั้งพิธี การสำเร็จวิชาเล่นแร่แปรธาตุ ทั้งปรอทสำเร็จและเหล็กไหลวิเศษ รวมทั้งการปรุงยาอมตะจากสมุนไพรที่หาได้จากเขาโปปา ด้วยความสามารถความสำเร็จทั้งหมดทั้งมวลนี้จึงเป็นคุณวิเศษเหนือโลก ที่ทำให้ท่านทั้งสองสมบูรณ์ด้วยฤทธิ์ยิ่งกว่าผู้ใดในปฐพี 



     ทุกวันนี้ยังเชื่อกันว่า ทั้งพู่พู่อ่องและโพมินข่องบรมครูผู้วิเศษศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองนั้นยังคงดำรงสังขารอยู่ ผู้ที่ระลึกถึงนามท่านจะได้รับพรอันวิเศษ ผู้ที่ภาวนาถึงท่านจะได้รับความเมตตา และทุกวันนี้ชาวพม่ายังเชื่อกันว่าท่านทั้งสองยังสถิตย์อยู่ในเขาโปปา ในส่วนของแดนทิพย์อันเป็นภพภูมิที่เหลื่อมซ้อนกับตัวเขาอย่างลี้ลับ คนธรรมดามองไปจะเห็นเพียงแท่งหินทึบ แต่ผู้บรรลุจตุถฌานหรือได้ฌาน ๔ จะสามารถเห็นถ้ำลี้ลับซ้อนอยู่ภายใน อันเป็นที่สถิตย์ของเหล่าบรมครูทั้งหลายผู้เป็นอมตะ
                                               

เมื่อปลายปี พ.ศ.2556  คณะของ หลวงปู่บุญ โสภโณ วัดทุ่งเหียง จ.ชลบุรี  ครูบาชัยมงคล วัดไทรย้อย  อ.เด่นชัย จ.แพร่ พระอาจารย์ภูไทย ปภากโร  วัดเขาแก้วชัยมงคล  อ.ทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย และพระอาจารย์ฉลอง  ปํญญาวโร  วัดยางเอน อ.เมือง จ.สุโขทัย ท่านเหล่านี้ได้ไปประกอบพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลสายยาแดง สายพู่พู่อ่องที่เขาโปปา ประเทศพม่า  ณ ห้องนอนของท่านบรมครูโพมินข่อง




        แน่นอนว่างานนี้ครูบาชัยมงคลและครูบาภูไทร่วมน้อมจิตส่งกระแสอัญเชิญพ่อครูทั้ง ๑๐ สายยาแดง โดยมีบรมครูพู่พู่อ่องเป็นประธาน


               เพื่อมาประกอบพิธีพุทธาภิเษก ให้วัตถุมงคลทุกชิ้นทุกอันทุกองค์เกิดความเข้มขลัง มีอานุภาพขจัดเสีนยดจัญไร ป้องกันภยันอันตรายทั้งหลาย เป็นเครื่องค้ำคูณดวงชะตาและเป็นมหาเสน่ห์ชั้นสูง



         วิชาสายยาแดงหรือสายของบรมครูพู่พู่อ่องนั้นโดดเด่นยิ่งนักเรื่องการป้องกันผู้อื่นให้ร้ายทำร้ายทั้งทางตรงทางอ้อม แถมยังเด่นอย่างยิ่งเรื่องเสน่ห์ชั้นสูง ดังนั้นผู้ใดที่ได้วัตถุมงคลชุดนี้ไว้ครอบครองบอกได้เลยว่าบุคคลผู้นั้นถือว่ามีบารมีของพ่อครูทั้งสิบปกเกล้าปกกระหม่อมอย่างเต็มๆ โดยเฉพาะบารมีของบรมครูพู่พู่อ่องและบารมีของพ่อครูโพมินข่อง ยังไม่นับบารมีจากวิชาเร้นลับสายล้านนาและพลังจิตจากครูบาอาจารย์ในคณะที่ไปร่วมกันแผ่พลังจิตอธิษฐานเครื่องมงคลชุดนี้ให้มีความสมบูรณ์อย่างถึงที่สุด




สำหรับรายการวัตถุมงคลที่ได้รับการอธิษฐานจิต ณ เขาโปปา ประเทศพม่า ที่ห้องนอนของพ่อครูโพมินข่องมีดังนี้






หมายเหตุ    สนใจติดต่อได้ที่

วัดทุ่งเหียง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี  โทร 080-567-4807

ครูบาชัยมงคล วัดไทรย้อย อ.เด่นชัย จ.แพร่  โทร.080-671-5287

พระอาจารย์ภูไทย ปภากโร วัดเขาแก้วฯ อ.ทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย  โทร085-4000-101

พระอาจารย์ฉลอง  ปํญญาวโร  วัดยางเอน อ.เมือง จ.สุโขทัย

และทุกรายการมีรวมอยู่ที่ “ สำนักงาน สุริยัน จันทรา” สุขุมวิท 101/1 โทร 02-399-2000 / 083-073-7515 / 094-930-9355   อีเมล์   3992000@gmail.com       

รายละเอียดเพิ่มเติม ดูได้ที่  www.สุริยันจันทรา.com  / www.poothai.net / www.krooba.com

วันศุกร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2557

หลวงปู่สรวง ข้าวน้ำดี มั่งมีถาวร



 หลวงปู่สรวง ข้าวน้ำดี มั่งมีถาวร 

               เรื่องราวเกี่ยวกับ “หลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน เทวดาเล่นดิน” ที่มีหนังสือ นิตยสาร ตีพิมพ์กันนั้นก็มีหลายแบบหลายแนว   ครั้งนี้ก็ขอยกเรื่องเกี่ยวกับประวัติของหลวงปู่สรวง  อีกแง่มุมหนึ่งที่เรียบเรียง โดย ทิพยจักร นักเขียนที่มีความศรัทธาในบารมีธรรมพ่อแม่ครูอาจารย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายหลวงปู่เทพโลกอุดร สายอภิญญาและติดตามลงพื้นที่ค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ อย่างจริงจัง
ทิพยจักร ได้บันทึกไว้ว่า........พระอาจารย์เทียนชัย แห่งวัดเทพสรธรรมาราม  (  บายตึ๊กเจีย ) ปทุมธานี  ได้เล่าไว้ว่า    ก่อนหลวงปู่สรวงจะละสังขารปี 43 ท่านบอกกับคนใกล้ชิดว่าอีก 10 ปีความลับจะเปิดเผย 


           ครั้นพอครบ 10 ปี ในปี 2553 เป็นปีที่ พระเทพวิมลญาณ (หลวงพ่อเจ้าคุณเจ้าคุณถาวร) วัดปทุมวนาราม ปทุมวัน กรุงเทพ เชิญอาจารย์สมมรรค กั้วพิสมัย ขึ้นบรรยายธรรมบนศาลาพระราชศรัทธา (วัดปทุมวนาราม ปทุมวัน กรุงเทพฯ)
                   ในวาระนี้เองอาจารย์สมมรรคได้ขึ้นเล่าเรื่องราวของหลวงปู่สรวงที่ได้รับ ฟังมาจากหลวงปู่โป๊ะ วัดบ้านบิง ต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก มีศรัทธาญาติโยมรับฟังเรื่องราวของหลวงปู่สรวงในครั้งนั้นในครั้งนั้นเป็น จำนวนหลายร้อยคนเต็มศาลาพระราชศรัทธาไปหมด
      ท่านอาจารย์สมมรรคเริ่มเปิดประวัติของหลวงปู่สรวงจากคำบอกเล่าของหลวงปู่โป๊ะ วัดบ้านบิง ดังนี้ว่า
               “ หลวงปู่สรวงเป็นชาวเขมรเป็นเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าชัยวรมัน องค์หลวงปู่สรวงท่านมีศักดิ์มีฐานันดรเป็นลูกชายคนโตครองตำแหน่งอุปราชผู้จะ ขึ้นครองราชย์สมบัติแห่งเมืองขอมคนต่อไป    ท่านเป็นพี่ชายของพระเจ้าชัยวรมันที่ 1 และแน่นอนว่าถ้าท่านอยู่ตามทางโลกท่านย่อมเป็นพระเจ้าชัยวรมันที่ 1 อย่างไม่ต้องสงสัยเลย
               แต่องค์หลวงปู่สรวงมีจิตใจใผ่ในทางเนกขัมมะคือออกบวชมาแต่เยาว์วัยด้วยวาสนา ที่สั่งสมมาตั้งแต่อดีตชาติ และไม่ปรารถนาจะอยู่ตามทางโลกอีกต่อไปทั้งเล็งเห็นว่าการมีชีวิตอยู่ตามทาง โลกโดยเฉพาะการขึ้นครองราชย์สมบัตินั้นเป็นสิ่งที่มีภาระมากต้องตัดสินลง อาญา ต้องก่อกรรมทำบาปโดยใช่เหตุ ดังนั้นท่านจึงตัดสินใจออกบวช
          การออกบวชครั้งแรกของหลวงปู่สรวงนั้นท่านออกบวชเป็นฤาษี ท่านท่องเที่ยวไปตามป่าเขาลำเนาไพรจนไปพบเจออาจารย์ที่เป็นมหาฤาษีผู้สำเร็จ อภิญญาสมบัติ มีอายุยืนยาวนับพันปี มีญาณสมาบัติกล้าแข็งมีฤทธิ์อภิญญาสามารถเหาะเหินเดินฟ้า เดินไต่น้ำ ดำดิน เดินทะลุภูผากอไผ่หินผาศิลาแลงที่ทึบทั้งแท่งก็เดินทะลุได้ มีตาทิพย์หูทิพย์ ล่วงรู้ในสิ่งต่างๆได้อย่างน่าอัศจรรย์
       หลวง ปู่สรวงร่ำเรียนวิชากับองค์มหาฤาษีผู้ทรงฤทธิ์จนสำเร็จวิชาต่าง ๆ ครบถ้วน ทรงอภิญญามีอายุยืนยาวนานไม่จำกัดกาลเวลาได้ ที่สำคัญคือองค์หลวงปู่สรวงมีอภิญญาแก่กล้าทางด้านการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ต่าง ๆ หลวงปู่สรวงเมื่อสำเร็จเป็นมหาโยคีผู้มีฤทธิ์อำนาจทางจิตอย่างสมบูรณ์แล้ว ท่านก็เที่ยวโปรดชาวบ้านที่ตกทุกข์ได้ยากจากการเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

      องค์หลวงปู่สรวงท่านจะประจำอยู่ตามอโรคยาศาลาโดยอโรคยาศาลานี้เป็นปราสาทหิน ขนาดเล็กสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานพยาบาล แก่ประชาชนชาวบ้านทั้งหลาย ที่ได้รับทุกขเวทนาจากอาการเจ็บป่วยต่างๆ องค์หลวงปู่สรวงท่านก็โปรดชาวบ้านด้วยเวทย์มนต์คาถา ตัวยาสมุนไพร พลังอำนาจจิต ทำให้ชาวบ้านพ้นจากทุกข์ของเจ็บไข้ได้อย่างน่าอัศจรรย์
           ใน ช่วงสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที 1 ชนชาติขอมยังนับถือลัทธิพราหมณ์ บูชาเทพยดา และภูตผีเป็นสรณะ พระเจ้าแผ่นดินยอมให้สร้างปราสาทเพื่อบูชาเทพเจ้า การสร้างปราสาทต้องใช้แรงงานทั้งคนทั้งสัตว์จำนวนมากมาย นอกจากนี้การบูชาเทพเจ้าในสมัยนั้น ยังนิยมการบูชายัญ และพิธีกรรมอีกมากมาย ทัศนคติการใช้แรงงานคนในการสร้างปราสาทหินและการบูชายัญนั้นหลวงปู่สรวงไม่ เห็นด้วย เพราะเป็นการทรมานคน ทรมานสัตว์ เห็นแล้วเกิดความสังเวชใจ
           อย่างไรก็ตามหลวงปู่สรวงหรือมหาโยคีสรวงในครั้งนั้นก็ได้แต่เก็บความรู้สึก ไว้ภายใน และด้วยอำนาจฌานสมบัติที่ท่านสำเร็จสำเร็จแล้ว จึงทำให้ท่านสามารถมีชิวิตยืนยาวนับแต่รัชกาลของพระเจ้าชัยวรมันที่ 1 จนมาถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 2,3,4,5,6และ 7
         ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นี่เองความเจริญรุ่งเรืองในพระพุทธศาสนาแบบมันตรยานกำลังก่อตัวและเจริญ อย่างสุงสุด ในช่วงต้นสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ยังนับถือลัทธิพราหมณ์ จนกระทั่งมหาโยคีสรวงได้ปลงใจว่าควรจะหันมานับถือพระพุทธศาสนา เพราะเป็นศาสนาที่มีการบำเพ็ญสมณธรรมและมีหลักธรรมอันลึกซึ้ง เป็นไปในแนวทางเดียวกันกับลัทธิโยคีที่ตนนับถืออยู่ แต่ดีกว่าลัทธิพราหมณ์ตรงที่ไม่เน้นการสร้างปราสาทเพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้า ไม่มีการบูชายัญ ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

             ดังนั้นองค์มหาโยคีสรวงจึงขอออกบวชเป็นพระภิกษุในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โดยมีพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นองค์ประธานในการบวชและเมื่อมหาโยคีสรวงกลายมาเป็นหลวงปู่สรวงแล้วท่านก็ ชักชวนให้พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หันมานับถือพระพุทธศาสนา
            จนกระทั่งพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีพระราชศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง พระองค์ทรงนับถือในคติพระโพธิสัตว์ตามแนวมันตรยานที่นับถือองค์อวโลกิเตศวร พระองค์มีความเชื่อว่าพระองค์คือองค์อวตารของพระอวโลกิเตศวรเจ้า
               ทั้ง นี้จึงเกิดแรงบันดาลใจให้พระองค์จำหลักหน้าพระองค์เองไว้ตามปรางค์ปราสาท ต่างๆ เรียกหน้าแบบ “บายน” จัดเป็นกลุ่มๆละ 9 กลุ่มละ 72 กลุ่มละ 81 ทุกกลุ่มเมื่อเอาเลขสองตัวบวกกันจะรวมแล้วได้ 9 ทุกครั้งไปการสร้างการจำหลักพระพักตร์ของพระองค์ไปทุก ๆ ทิศเป็นไปตามคติที่ว่า องค์พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรทรงเป้นผู้มองสรรพสัตว์และเงี่ยหูฟังสรรพสัตว์ ทั้งหลายด้วยปรารถนาจะสงเคราะห์ช่วยเหล่าสรรพสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวง โดยเฉพาะทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิดนั้นแล

            หลวงปุ่สรวงเมื่อบวชเข้ามาในบวรพระพุทธศาสนาแล้วก็เจริญกรรมฐานตามแนวทางของพระพุทธองค์จนบรรลุธรรมสูงสุด เป็น “จตุปฏิสัมภิทาญาณ” แก่กล้าในอิทธิฤทธิ์ในเดชสูงสุด ดำเนินตนตามแนวทางพระโพธิสัตว์ คือ แม้บรรลุหลุดพ้นแล้วก็ยังไม่เข้านิพพานจะยังโปรดสรรพสัตว์ผู้ยากทั้งหลาย ดูแลพระพุทธศาสนาต่อไปก่อน อีกนานเท่าไรไม่มีกำหนดแล้วแต่ความปรารถนาขององค์หลวงปู่สรวงท่านเอง
        หลวงปู่สรวงมีชีวิตอยู่อย่างไร้กาลเวลาไม่มีกำหนดเวลาถึงความสิ้นสุด ท่านชำนาญในการเข้านิโรธ เข้าสมบัติ 8 ถอดจิตชำนาญในมโนมยิทธิการแสดงฤทธิ์ทางใจ ชำนาญในกสิณอภิญญา ควบคุมบังคับธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ได้อย่างเด็ดขาด สามารถเนรมิตวัตถุ  สามารถเรียกของจากอีกที่หนึ่งมายังอีกที่หนึ่งได้ สามารถชนะแรงโน้มถ่วงของโลก ชนะกาลเวลา มีความเป็นอิสระจากพันธนาการทุกชนิด ชนะกฏเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ทางโลกวัตถุทุกประการ นี่คืออภิญญาส่วนหนึ่งอันยกตัวอย่างมาน้อยนิดในองค์พระหลวงปู่สรวงมหามุนี   ดาบสผู้ทรงอิทธิ์ฤทธิ์บุญฤทธิ์เหนือโลกเหนือวิลัยแห่งปถุชนคนธรรมดา
                 หากจะนับอายุของหลวงปู่สรวงตั้งแต่เกิดมาในสมัยพระเจ้าชัยวรมัน จนมาถึงสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 อายุท่านก็นับพันปีแล้ว และหากนับช่วงระยะเวลาจากยุคของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จนถึงปัจจุบันก็ไม่ต่ำกว่า 1,200 ปี
                       ลองคำนวณดูแล้วอายุของท่านก็ยาวนานนับพันปี เป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่เรื่องที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเรื่องที่หลวงปู่โป๊ะ วัดบ้านบิงถ่ายทอดเอาไว้ “
               อาจารย์สมมรรค กั๊วพิศมัย  เคยได้ศึกษาธรรมกับหลวงปู่สรวงและหลวงปู่ก็เมตตามาเยี่ยมและพำนักที่สถาปฏิบัติธรรมของอาจารย์สมมรรคที่เชิงเขากระโดง บุรีรัมย์  อาจารย์สมมรรคได้เก็บรักษาเส้นเกษาและจีวรที่หลวงปู่สรวงมอบให้  และในปี พ.ศ.2553 อาจารย์สมมรรค ได้นำเส้นเกษาและจีวรของหลวงปู่สรวงถวายพระเทพวิมลญาณ (หลวงพ่อเจ้าคุณเจ้าคุณถาวร)เพื่อจัดสร้างรูปเหมือนหลวงปู่สรวง 2 องค์ คือองค์ยืนสะพายย่าม  และ องค์นั่งบริกรรม


               ปัจจุบันรูปเหมือนหลวงปู่สรวง  องค์ยืนประดิษฐานที่สวนป่าศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนามราม ( ศาลาเดียวกับหลวงปู่เทพโลกอุดร )  สำหรับองค์นั่งบริกรรมประดิษฐานที่ศาลาเอนกประสงค์ ( ติดกับศาลาพระราชศรัทธา)  ทั้งสององค์นี้มีผู้ไปกราบไหว้บูชาอธิษฐานขอพรเพิ่มมากขึ้นทุกวัน  ด้วยแรงศรัทธา ด้วยประสบการณ์ที่พบประสบจริง

               ในโอกาสจัดสร้างรูปเหมือนหลวงปู่สรวงโดยพระเทพวิมลญาณ (หลวงพ่อเจ้าคุณเจ้าคุณถาวร) เป็นผู้นำศรัทธาครั้งนี้ มูลนิธิถาวรจิตตถาวโรฯ ได้จัดสร้างวัตถุมงคล หลวงปู่สรวง รุ่น ข้าวน้ำดี มั่งมีถาวร   ประกอบด้วยเหรียญ  ล๊อคเก็ต รูปหล่อรูปเหมือนหลวงปู่สรวง 




 ท่านที่สนใจเชิญบูชาได้ที่ฝ่ายวัตถุมงคลมูลนิธิถาวรจิตตถาวโรฯ  วัดปทุมวนาราม ถนนพระราม1 ปทุมวัน  กรุงเทพฯ
ขอเชิญชวนทั้งทั้งหลายไปกราบขอพรขอบารมีองค์หลวงปู่สรวงได้ทุกวัน.....สวรรค์มีตา เทวดาเดินดิน  

                                        วัตถุมงคลหลวงปุ่สรวง รุ่นต่าง ๆ ดูได้ที่   www.amulettv.com