วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ปราสาทตาพรหม

เส้นทางแห่งศรัทธา
ปราสาทตาพรหม
นครวัด นครธม เป็นมรดกโลกที่คนทั่วโลกรู้จัก และโบราณสถานที่หนังฝรั่งจากฮอลีวู๊ดมาใช้เป็นโลเกชั่นถ่ายทำจนโด่งติดหูติดตาคอหนังคือปราสาทโบราณที่มีต้นไม้ยืนทะมึนหยั่งรากปกคลุมในหนังทูมไรเดอร์ที่ดาราดังแองเจลลีน่า โจลี่ เป็นดารานำนั้นก็คือ...ปราสาทตาพรหม

     ปราสาทตาพรหม   สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1729 เป็นปราสาทหินในยุคท้ายๆ ของอาณาจักรเขมร ปราสาทเหล่านี้ถือว่าเป็นพุทธสถานที่สมัยนั้นพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรืองเพราะสมัยนั้นกษัตริย์ที่สนับสนุนให้มีการสร้างปราสาทนี้เป็นวัดในศาสนาพุทธ และเป็นวิหารหลวงในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7

     ทางเข้าประกอบด้วยโคปุระชั้นนอกและชั้นใน บริเวณผนังที่อยู่เชื่อมระหว่างโคปุระชั้นนอกและชั้นในมีการสลักภาพตามคติธรรมของพุทธศาสนานิกายมหายาน ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1729 เพื่ออุทิศให้แก่พระราชมารดาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 คือพระนางชัยราชจุฑามณีผู้เปรียบประดุจกับพระนางปรัชญาปรมิตา ซึ่งหมายถึงผู้ที่ทีความเป็นเลิศ เป็นเทวีแห่งปัญญาหรือพระมารดาแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง ซึ่งหมายถึงเมื่อพระองค์เป็นอวตารของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระราชมารดาของพระองค์จึงเปรียบดังพระนางปรัชญาปรมิตาเช่นกัน

     ต่อมาปราสาทแห่งนี้เป็นปราสาทที่ถูกปล่อยให้อยู่กับธรรมชาติ หลังจากการคันพบปราสาทต่างๆ โดยชาวผรั่งเศส แต่เดิมนครวัดเองก็อยู่ในลักษณะเช่นนี้ก่อนที่จะมีการบูรณะในต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในขณที่ปราสาทตาพรหมถูกเก็บรักษาไว้เพื่อให้เห้นสภาพที่แท้จริงว่าปราสาทอยู่กับธรรมชาติมาได้เกือบ 500 ปี อันเป็นอีกมุมมองหนึ่งเพื่อให้เห็นลักษณะของต้นไม้ที่เกาะกุมปราสาท
     สัณนิษฐานว่าแต่เดิมก่อนสร้างปราสาทนั้นสภาพบริเวณนี้เป็นป่ามาก่อน เมื่อจะสร้างปราสาทจึงต้องปรับพื้นที่ให้เป็นที่โล่ง โดยการตัดไม้ออก แต่ในที่สุดแล้วธรรมชาติก็สามารถที่จะเอาชนะถาวรวัตถุที่ถูกสร้างจากมนุษย์ ต้นไม้ที่เกาะกุม ชอนไชไปยังส่วนต่างๆ ของปราสาททำให้บรรยากาศปราสาทตาพรหมดูลึกลับ ไม่เหมือนกับปราสาทใดๆ

     จุดเด่นของปราสาทตาพรหม คือบรรยากาศที่ดูลึกลับ เข้มขลังและที่ต้นไม้ยักษ์ที่รากชอนไชโอบรัดเหมือนหนวดปลาหมึกยักษ์อันทรงพลัง
     แต่ที่ลึกล้ำเมื่อได้มาทัศนาโบราณสถานแห่งนี้ก็คืออมตะวาจาที่ว่า  สรรพสิ่งใด ๆ ในโลกล้วนอนิจจัง....
ธรรมชาติคือสัจจะ  ธรรมชาติคือผู้ชนะ


วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558

วัตถุมงคล พ่อครูโพมินข่อง

วัตถุมงคล พ่อครูโพมินข่อง 
ผู้สำเร็จแห่งเขาโปปามหาคีรีศักดิ์สิทธิ์                                           
         เรื่องราวตำนานเกี่ยวกับเวสส่าหรือสิทธามหาเวทย์หรือผู้สำเร็จแห่งเมืองม่าน กำลังได้รับความสนใจจากผู้ชอบเรื่องพลังเหนือโลก เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ทิพยอำนาจในสุวรรณภูมิ
พ่อครูโพมินข่องแห่งเมืองม่านที่ชาตะกาลขึ้นมาเมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมา  บารมีและพลานุภาพ ฤทธานุภาพของท่านเป็นที่นับถือในหมู่ชาวไทยใหญ่ พม่าและมอญ จากอดีตถึงปัจจุบันผู้ที่ทราบเรื่องราวของท่านต่างยกย่องนับถือพ่อครูโพมินข่องเป็นหนึ่งในสิบของพ่อครูทั้ง ๑๐ แห่งสายวิชายาสัจจะธรรมะเจดีย์ ปะถะมะสิทธิ อันประกอบด้วย

 ๑ พ่อครูพู่พู่อ่อง ๒ พ่อครูโพมินข่อง ๓ พ่อครูบูดออี ๔ พ่อครูบูดอบิวหรือสะยาปิ๋ว ๕ พ่อครูบูดอป๋วย ๖ พ่อครูอุเมี๊ยะขิ่น ๗ พ่อครูสัจจะยามิน ๘ พระมหาโอสถวิชา ๙ เส่วิชา ๑๐ ต่อวิชา 



         พ่อครูโพมินข่อง คือหนึ่งในผู้บรรลุอภิญญาฤทธิ์แห่งเมืองพุกาม มีผู้คนนับถือบูชาท่านมากมาย ตามศาสนสถานสำคัญแม้กระทั้งที่ลานพระมหาเจดีย์ชเวดากองยังมีรูปเหมือนของท่านประดิษฐานอยู่ 
ที่เขาโปปาแดนศักดิ์สิทธิ์ใกล้เมืองพุกามอันเป็นสิงสถิตของมหาคีรีนัต ยังได้จัดห้องแสดงข้าวของเครื่องใช้และรูปเคารพของท่านไว้บนเขาโปปา เพื่อให้คนได้มีโอกาสไปสักการะ ระลึกถึงท่านอยู่เป็นประจำ
           รูปของพ่อครูโพมินข่อง มักเห็นในรูปของครูที่ปล่อยผมสยาย นั่งไขว้เท้าในท่าขัดสมาธิสบาย ๆ และที่เป็นเอกลักษณ์อย่างยิ่งคือท่านมักถือถ้วยน้ำชาอยู่เสมอ 
      ปลายปี พ.ศ. 2556 ครูบาชัยมงคล ชัยธัมโม ซึ่งเคยไปศีกษาพระเวทย์ในเมียนมาร์ในอดีตได้เดินทางไปเขาโปปาอีกวาระ ครั้งนั้นท่านได้ประกอบพิธีเชิญบารมีบรมครูพ่อครูประสิทธิวัตถุมงคล ณ ยอดเขาโปปาที่มีความสูง 777 ขั้นบันใด และในครั้งนั้นครูบาชัยมงคลได้นำมวลสารไปปลุกเสกและอธิษฐานขอจัดสร้างวัตถุมงคลในบารมีของบรมครูพ่อครู


            ครูบาชัยมงคล ได้ทยอยจัดสร้างวัตถุมงคลพ่อครูโพมินข่องดังนี้ เริ่ม ปี 2557 จัดสร้างล๊อกเก็ตพ่อครูโพมินข่องสองรูปแบบคือ แบบที่ 1 พ่อครูขี่ช้างป่ามหาอำนาจ  แบบที่ 2 มีกินตลอดชาติเขาโปปา ( พ่อครูโพมินข่องนั่งกินอาหาร ฉากหลังเป็นเขาโปปา) ล๊อกเก็ตนี้ด้านหลังบรรจุมวลสารและแผ่นมหายันต์สะตะปะวะ  ( บูชา 500 บาท)
ประสบการณ์ของผู้รับล็อกเก็ตพ่อครูโพมินข่อง ( โดยทิพยจักร)
“ ประสบการณ์เรื่องนี้ถูกส่งมาจากน้องท่านหนึ่ง เธอประสบปัญหาเรื่องวิญญาณรบกวน ทำให้เกิดความอึดอัดไม่สบายใจ มีอุปสรรคด้านต่างๆเกิดขึ้น ป่วยไข้บ่อยเป็นต้น  เรื่องของเรื่องก็คือเธอผู้นี้ถูกดวงวิญญาณของเด็ก โดยเด็กผู้นี้เป็นลูกของเพื่อนที่ไปทำแท้งมา แต่ก็มักมาตามตัวเธอ โดยพยายามสื่อผ่านเธอไปบอกแม่ของเขาว่าทำบุญให้ด้วย เธอจึงกลายเป็นสื่อกลางของดวงวิญญาณเด็กที่ไม่ไปผุดเกิด อย่างไม่รู้ตัว ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ สภาพจิตใจและร่างกายที่ถูกรบกวนโดยวิญญาณอันมีผลทำให้เกิดความไม่สบายความเจ็บไข้ต่างๆทั้งกายและใจ .......
เธอผู้นี้ได้บูชาล็อกเก็ตของพ่อครูโพมินข่องไปและอธิษฐานจิตให้พ้นจากการรบกวนของดวงวิญญาณ ซึ่งบารมีของพ่อครูโพมินข่องก็มาโปรดเธอจริงๆเพราะหลังจากที่เธอรับล็อกเก็ตและอธิษฐานจิตแล้วก็ไม่ปรากฏว่ามีดวงวิญญาณของเด็กมารบกวนอีกเลย เรียกว่าได้รับความคุ้มครองจากบารมีพ่อครูโพมินข่องอย่างเต็มภาคภูมิและเห็นผลได้อย่างชัดเจน”

หลังออกพรรษาปี 2557 ครูบาชัยมงคลได้จัดสร้างรูปเหมือนพ่อครูโพมินข่อง ขนาดบูชา เนื้อมหานิล หน้าตัก 7 นิ้ว ใต้ฐานบรรจุตระกรุดและผงยาปะถะมะสิทธิ ( บูชา 2,500 บาท)
 ครูบาชัยมงคลท่านเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า “ เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ รูปเหมือนพ่อครูนี้เมื่อสร้างเสร็จน้ำหนักราว ๆ 5 กิโลเศษ  แต่หลังจากอัญเชิญบารมีบรมครูพ่อครูประสิทธิแล้วน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 6 กิโลกว่า”

ล่าสุดเมื่องานไหว้ครูประจำปี เมื่อเดือนมกราคม 258 ได้จัดสร้าง “เหรียญพ่อครูโพมินข่อง” (  รุ่น 1) เนื้อทองแดงรมมันปู เนื้อทองทิพย์ ( บูชาเหรียญละ 199 บาท ) และเนื้อตะกั่ว จารมือโดยครูบาชัยมงคล ( สร้าง 299 เหรียญ บูชาเหรียญละ 299 บาท )  ครูบาชัยมงคล กล่าวว่าในการปลุกเสกเมื่อคืนวันที่ 16 มกราคม 2558 นั้นเป็นมหามงคลยิ่งที่บรมครูพ่อครูทั้ง 10 เมตตามาประสิทธิ ตั้งแต่ตีสองกว่าจนถึงตีห้าก่อนฟ้าสาง



            คาถาบูชาพ่อครูโพมินข่อง.......   นะโมคุรุเบ  นะโมพุทธายะ  นะโมธัมมายะ  นะโมสังฆายะ 
อุ่งพุทธะสิทธิ  อุ่งธัมมะสิทธิ  อุ่งสังฆะสิทธิ อุ่งโพมินข่องสิทธิ   มหาคุรุสิทธายะสิทธิ   สิทธิ


 ท่านที่สนใจวัตถุมงคล พ่อครูโพมินข่อง ผู้สำเร็จแห่งเขาโปปามหาคีรีศักดิ์สิทธิ์  ติดต่อได้ที่ วัดไทรย้อย อ.เด่นชัย จ.แพร่  โทร 080-671-5287  และที่สำนักพระเครื่อง สุริยันจันทรา โทร 083-083-7515  / 02-399-2000 

วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557

รวมวัตถุมงคลสายยาแดง พระอาจารย์ภูไทย ปภากโร

รวมวัตถุมงคลสายยาแดง พระอาจารย์ภูไทย ปภากโร

ท่านที่ติดตามนิตยสารพระเครื่องพุทะคุณในรอบปี 2557 ที่ผ่านมาจะสังเกตุว่ามีเรื่องเกี่ยวกับบรมครูพ่อครูทั้งสิบ ( สิทธามหาเวทย์ )แห่งเมืองม่าน (หรือเมียนมาร์ในปัจจุบัน ) รวมทั้งเรื่องวิชาสายยาแดง ส่วยหยิ่นจ่อ ปะถะมะสิทธิ เขาโปปามหาคีรีศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ

หลายท่านได้สอบถามเกี่ยวกับเรื่องวัตถุมงคลสายนี้  ดังนั้นเพื่อความชัดเจน จึงจะรวบรวมวัตถุมงคลสายยาแดงที่จะแนะนำให้ทราบโดยเริ่มจากวัตถุมงคลสายยาแดง จัดสร้างและปลุกเสกโดยพระอาจารย์ภูไทย ปภากโร วัดเขาแก้วชัยมงคล ต.เขาแก้วศรีสมบูรณ์ อ.ทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย  พระเกจิอาจารย์ที่ศึกษาสืบสานศาสตร์โบราณพระเวทล้านนาจนเชี่ยวชาญเป็นที่ประจักษ์
พร้อมกันนี้ท่านยังได้ทุ่มเทเวลาศึกษาเวทวิทยาคมสายยาแดง ส่วยหยิ่นจ่อ จากครูอาจารย์ อาทิ จากอาจารย์หย่วน   พ่อครูชาวไทยใหญ่แห่งอำเภอแม่สอด ผู้เชี่ยวชาญการสักยันต์สายยาแดง ส่วยหยิ่นจ่อ
พระอาจารย์ภูไทย สนใจใส่ใจในการศึกษาพระเวทและยันต์สายยาแดง เมื่อมีโอกาสท่านจะเดินทางไปบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สืบค้นตำหรับตำรา อาทิที่มัณฑะเลย์  พุกาม เขาโปปา  ย่างกุ้ง สิเรียม หงสาวดี เมียวดี ฯลฯ และศึกษาหาความรู้จากครูบาอาจารย์ในสายยาแดง
วัตถุมงคลสายยาแดงที่พระอาจารย์ภูไทย ปภากโร จัดสร้างมีดังนี้

1.ผ้ายันต์บรมครูส่วยหยิ่นจ่อ จัดเป็นวัตถุมงคลสายยาแดง ส่วยหยิ่นจ่อ ลำดับแรกที่ท่านสร้างและนำขึ้นไปปลุกเสกที่ยอดเขาโปปา มหาคีรีศักดิ์สิทธิ์ ที่ห้องพ่อครูโพมินข่อง  ( บูชาผืนละ 199 บาท)

2.ตะกรุดปิยะสิทธิประสิทธิโชค  จารยันต์สายยาแดง พอกมวลสารผสมว่านไก่แดง ปลุกเสกเสาร์5 ปี 2557 (บูชา 300 บาท)

3.มีดหมอพลิกดวง ปราบมาร  ใบมีดทำจากผานไถ อุปเท่ห์พลิกดินพลิกดวง ใบมีด 7 นิ้ว จารยันต์สายยาแดง ด้ามมีดทำจากไม้มะขามฟ้าผ่า อุปเท่ห์ผู้คนเกรงขาม ปลุกเสกเสาร์ 5 ปี 2557 (บูชา 1,999 บาท)

4.ล๊อคเก็ตบรมครูพู่พู่อ่อง ด้านพลังบรรจุมวลสารและยันต์สายยาแดง นำไปปลุกเสกที่ลานพระมหาเจดีย์ชเวดากอง  ย่างกุ้ง เมียนมาร์ ณ วิหารด้านทิศตะวันออกซึ่งมีพระพุทธรูปที่บรมครูพู่พู่อ่องสร้างประดิษฐานอยู่ ( บูชา 499 บาท)

5. แหวนเงินสุโขทัย ยันต์ สะตะปะวะ อันเป็นยันต์สุดยอดความศักดิ์สิทธิ์ที่กล่าวกันว่าบรมครูพู่พู่อ่องเคยเหาะขึ้นไปจารอักขระนี้ที่ยอดพระมหาเจดีย์ชเวดากอง ปลุกเสกที่ลานพระมหาเจดีย์ชเวดากอง  ย่างกุ้ง เมียนมาร์ เช่นกัน (บูชา 500 บาท )

6.ยันต์พระเจ้าห้าพระองค์ อู่ซาหม่า เนื้อตะกั่ว แรกเริ่มเดิมทีสร้างเพื่อแจกผู้ร่วมบุญทอดกฐิน พ.ศ.2557 ต่อมามีผู้นำไปใช้มีประสบการณ์ดี ๆ ดัง ๆ กันหลายราย จนเป็นที่เสาะแสวงหากันเป็นอย่างยิ่ง

7.ผ้ายันต์แก้วสารพัดนึก สายยาแดง ส่วยหยิ่นจ่อ  ขนาด 15 x 21 นิ้ว พิมพ์บนผ้ากำมะหยี่ เป็นยันต์มหามงคล อธิษฐานขอพรได้ดั่งแก้วสารพัดนึก เพิ่งจัดสร้างในวาระส่งท้าปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2558 ( บูชาผืนละ 399 บาท)

วัตถุมงคลสายยาแดงที่จัดสร้างโดยพระอาจารย์ภูไทย ปภากโร ติดต่อที่วัดเขาแก้วชัยมงคล โทร 085-40000-101และที่ สุริยันจันทรา 02-3992000 / 083-073-7515
รีบหาไว้เป็นเจ้าของ  รับรอง ยอดเยี่ยมไร้เทียมทาน

เยือนนครธม ชมปราสาทบายน

เส้นทางแห่งศรัทธา  
เยือนนครธม   ชมปราสาทบายน

    เส้นทางแห่งศรัทธาครั้งนี้ยังพาท่านท่องเมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา เพื่อนใกล้ชิด มิตรใกล้บ้านของเรา   เมื่อมาเสียมเรียบก็ต้องนึกถึง นครวัด นครธม    คราวนี้เราจะนำท่านเจาะเวลาหาอดีตสู่ “นครธม” หรือที่ฝรั่งอั่งม้อเรียกว่า “อังกอร์ธม” (Angkor Thom)


นครธม  มีความหมายว่าเมืองใหญ่ ( ธม แปลว่า ใหญ่ ) ผู้ที่เดินทางมาเยี่ยมชมเมืองพระนครจะต้องผ่านช่องประตูทางเข้าด้านทิศใต้จะได้พบกับความอลังการของหินทรายสลักเป็นรูปพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ประดิษฐานตระหง่านเหนือประตูทางเข้าเป็นจตุรพักตร์  ทอดพระเนตรลงมายังที่ต่ำประหนึ่งคอยดูแลสรรพสัตว์และรอยยิ้มที่เรียกว่า “ยิ้มแบบบายน “ ที่เปี่ยมด้วยความเมตตา กรุณาแห่งของพระโพธิสัตว์ ทำให้ผู้ที่พบเห็นจะตราตรึงในความทรงจำมิอาจลืมเลือนไปได้  ๆ

  สองฝั่งของสะพานที่ทอดข้ามคูเมืองสู่เมืองพระนคร ด้านซ้ายเป็นศิลาทรายสลักเป็นรูปเหล่าเทวดากำลังออกแรงยื้อยุดฉุดลำตัวพญานาค ส่วนด้านขวาเป็นบรรดายักษ์กำลังฉุดดึงลำตัวพญานาคอยู่เช่นกัน  ทั้งนี้เนื่องด้วยตำนานกวนเกษียรสมุทร  
ปราสาทบายน ( Bayon ) เป็นปราสาทหลวงประจำรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นับว่าเป็นการอภิวัฒน์สถาปัตยกรรมของการสร้างปราสาทที่มีลักษณะแตกต่างจากการสร้างรูปแบบเดิม ๆ โดยสิ้นเชิง   ทั้งนี้เนื่องจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงเลื่อมใสในพุทธศาสนา นิกายมหายานอย่างยิ่ง ต่างจากกษัตริย์หลายพระองค์ที่ผ่านมาที่ล้วนแต่นับถือศาสนาพราหมณ์ที่สืบทอดมานาน
ปราสาทบายนทั้ง 54 ปรางค์สลักเป็นภาพพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หันพระพักตร์ออกไปทั้งสี่ทิศ ตามคติแห่งพระโพธิสัตว์ที่ว่า..เพื่อสอดส่องดูแลทุกข์สุขของเหล่าบรรดาศาสนิกชนของพระองค์ให้อยู่อาศัยด้วยความร่มเย็นเป็นสุข    รอยยิ้มที่แลดูสุขุมลุ่มลึกนี้เรียกว่ายิ้มแบบบายนเปี่ยมด้วยความเมตตา กรุณา   พระพักตร์เหล่านั้นหากนับรวมกัน 54 ปรางค์ปราสาท     ปรางค์ปราสาทละ 4 พระพักตร์ จะมีใบพระพักตร์พระอวโลกิเตศวรรวม 216 พระพักตร์ แต่ปัจจุบันได้สึกกร่อนพังทลายลงไปหลาย พระพักตร์

                 นายปิแอร์ โลตี นักสำรวจประวัติศาสตร์โบราณคดีที่มีชื่อเสียง ได้บันทึกไว้ว่า  
 “ ข้าพเจ้าแหงนหน้าขึ้นไปยังปราสาทที่มีต้นไม้ปกคลุม ซึ่งทำให้ ตัวเองรู้สึกเหมือนคนแคระ และทันทีบันได เลือดในตัวข้าพเจ้าก็เกิดเย็นแข็งขึ้นมา เมื่อมองเห็นรอยยิ้มขนาดมหึมาที่กำลังมองลงมายังข้าพเจ้า แล้วก็รอยยิ้มอีกด้านหนึ่งเหนือกำแพงอีกด้านหนึ่ง แล้วก็รอยยิ้มที่สาม แล้วก็รอยยิ้มที่ห้า แล้วก็ที่สิบ ปรากฏจากทั่วสารทิศ ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนมีตาคอยจ้องมองอยู่ทุกทิศทาง “
ปราสาทบายน  นครธม  คือนฤมิตกรรมที่สร้างขึ้นด้วยความเชื่อ ความเลื่อมใส
บนเส้นทางแห่งศรัทธาอย่างจริงแท้แน่นอน


ปราสาทสีชมพู นามว่า...บันทายศรี

เส้นทางแห่งศรัทธา  โดย สุริยันจันทรา
ปราสาทสีชมพู นามว่า...บันทายศรี
เส้นทางแห่งศรัทธา ฉบับนี้ถือว่าเป็นวาระพิเศษในการส่งท้ายปีเก่า เตรียมต้อนรับปีใหม่และร่วมต้อบรับ AEC นำไปทัวร์ประเทศเพื่อนบ้าน  หรือที่ยุคนี้เขาให้เรียกว่า “เพื่อนใกล้ชิด มิตรใกล้บ้าน” นั้นคือกัมพูชา หรือที่รู้จักกันในนามเขมรนั่นเอง
เป้าหมายที่จะไปคือ “เสียมเรียม” การเดินทางก็สะดวกมาก  จากกรุงเทพฯออกมอเตอร์เวย์ผ่านฉะเชิงเทรา ไปสระแก้วแล้วไปสุดแดนที่อรัญประเทศ  จากนั้นก็นั่งรถไปเสียมเรียม  ถนนหนทางลาดยางตลอด
ผู้คนทั่วโลกรู้จักเสียมเรียบ กัมพูชา ในฐานะเมืองที่ตั้งนครวัด นครธม  แต่ปราสาทแห่งแรกที่เราจะนำท่านไปเยือนนี้เป็นต้องนั่งรถจากเสียมเรียบไปอีก 30 ก.ม. ปราสาทนี้แม้ไม่ใหญ่โตอลังการแบบนครวัด แต่ก็ประทับใจแบบสุด ๆ มีมุมกล้องให้เลือกถ่ายได้มากมาย นี่และครับ.......ปราสาทบันทายศรี







ปราสาทบันทายศรี เป็นปราสาทหินที่ถือได้ว่างดงามที่สุดในประเทศกัมพูชา มีความกลมกลืนอย่างสมบูรณ์ และเป็นปราสาทแห่งเดียวที่สร้างเสร็จแล้วกว่า 1,000 ปี แต่ลวดลายก็ยังมีความคมชัด เหมือนกับสร้างเสร็จใหม่ ๆ
ปราสาทบันทายศรีหรือเรียกตามสำเนียงเขมรว่า บันเตียไสร หมายถึง ปราสาทสตรีหรือป้อมสตรี อยู่ห่างจากตัวเมืองเสียมเรียบไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 30 กิโลเมตร ใกล้กับแม่น้ำเสียมเรียบในบริเวณที่เรียกว่า อิศวรปุระ หรือเมืองของพระอิศวร
ปราสาทแห่งนี้สร้างอุทิศถวายพระอิศวรภายใต้พระนามว่า "ตรีภูวนมเหศวร" หรือ "ผู้เป็นใหญ่แห่งโลกทั้งสาม" ปราสาทมีขนาดเล็ก สร้างด้วยหินทรายสีชมพูซึ่งหายาก สร้างขึ้นเมื่อเดือนเมษายน - พฤษภาคม พ.ศ. 1510 โดยพราหมณ์ยัชญวราหะ ในตอนปลายของสมัยพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 (หรือพระเจ้า ชัยวรมันที่ 4 พ.ศ. 1487 - 1511) และเสร็จในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 (พ.ศ. 1511-1554)
ผ่านประตูเข้าไปจะเห็นปราสาทองค์แรก สร้างอยู่เหนือฐานเดียวกันซึ่งสูง 90 เซนติเมตร ขนาบด้วยบรรณาลัย ซึ่งเป็นที่เก็บรักษาตำราหรือวัตถุที่ใช้ในพิธีเคารพบูชา มีประตูเข้าทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ซุ้มประตูหรือโคปุระนี้ ประดิษฐานปฏิมากรรมด้วยลวดลายที่งามวิจิตรอ่อนช้อย ลวดลายประดับที่ปราสาทบันทายศรี สลักเสลาอย่างวิจิตรบรรจง ไม่ว่าจะเป็นเทพธิดาหรือนางอัปสรา ก็เต็มไปด้วยความสง่างามและมีชีวิตจิตใจ
นี่คือนฤมิตกรรมบนพื้นพิภพที่มิอาจหาคำบรรยายพรรณาได้ครบถ้วน นอกจากมาดื่มด่ำสุนทรียภาพด้วยโสตจักษุของท่านเอง...ปราสาทสีชมพู นามว่า...บันทายศรี

(ขอขอบคูณ ข้อมูล จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ***  ภาพโดย สุริยันจันทรา )

วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2557

สิ่งศักดิ์สิทธิ์กลางกรุง

สิ่งศักดิ์สิทธิ์กลางกรุง
ณ สวนป่าศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนาราม
กลางป่าคอนกรีตกรุงเทพเมืองฟ้าอมรที่แออัดด้วยตึกสูงอาคารสำนักงานโดยเฉพาะในย่านปทุมวัน ราชประสงค์   ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า แหล่งธุรกิจ สถานบันเทิง ปักหลักเรียงรายกันสลับซับซ้อนบวกกับสภาพการจราจรที่แออัดด้วยยานพาหนะ ทั้งรถส่วนบุคคล รถสาธารณะ รถแท๊กซี่ รถไฟฟ้า ฯลฯ
           แต่ไม่น่าเชื่อว่ายังมีพื้นที่สีเขียวที่สงบร่มรื่นด้วยแมกไม้ธรรมชาติ เป็นสัปปายะสถานอยู่ในย่านนี้  คือที่สวนป่าศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร  ถนนพระราม 1 ตรงข้ามสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ปทุมวัน  (ระหว่างสยามพารากอนกับเซ็นทรัลเวิร์ล)

พระเทพวิมลญาณ ( หลวงพ่อถาวร  จิตตถาวโร ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม ได้สนองพระราชดำริโดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ใช้พื้นที่ด้านติดกับวัดปทุมวนาราม อันเป็นที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จัดสร้างศาลาพระราชศรัทธาและสวนป่าฯ เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติธรรมและสาธารณกุศล
             สำหรับที่มาของศาลาพระราชศรัทธาธรรม มีดังนี้
.........พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางสิริกิต์พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินมาถวายผ้าพระกฐิน เป็นการส่วนพระองค์ ณ วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหารเมื่อวันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2533 ในโอกาสนั้นได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสถานที่อบรมและปฏิบัติธรรมชั่วคราว ซึ่งพระครูปลัดสัมพิพัฒนเมธาจารย์ (ถาวร จิตฺตถาวโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปทุมวนารามฯ เป็นผู้ดำเนินการ มีพระราชปรารถว่าสมควรสร้างอาคารอันเป็นถาวรวัตถุขึ้นเพื่อให้ผู้มีจิตศรัทธาได้ใช้ศึกษาและปฏิบัติธรรม โดยมีสัปปายะตามสมควร
        บรรดาศิษยานุศิษย์ของพระครูปลัดสัมพิพัฒนเมธาจารย์ (ถาวร จิตฺตถาวโร)
และพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาจึงร่วมกัน สนองพระราชดำริ โดยจัดตั้ง "มูลนิธิศาลาพระราชศรัทธา" ขึ้น รับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาทั้งภายในประเทศและต่างประเทศและได้สร้างพระพุทธรูปบูชา (พระเสริมจำลอง)
.......แล้วนำเงินที่ได้จากการบริจาค และการบูชาวัตถุมงคลมาดำเนินการก่อสร้างศาลาปฏิบัติธรรมจนกระทั่งแล้วเสร็จโดยให้ชื่อศาลานี้ว่า "ศาลาพระราชศรัทธา"
           ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีเปิดศาลาพระราชศรัทธาในวันพฤหัสบดี ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2536
ศาลาพระราชศรัทธา เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม  โดยมี พระเทพวิมลญาณ ( หลวงพ่อถาวร  จิตตถาวโร ) เป็นประธาน เผยแผ่ธรรมะ มีการอบรมเป็นประจำทุกวัน ช่วงเช้า  บ่าย  และค่ำ  สำหรับในวันอาทิตย์จักได้อาราธนาพระวิปัสสนาจารย์ พระเถรานุเถระมาแสดงธรรมช่วงเวลา 13.00 น
ถัดจากศาลาพระราชศรัทธาเข้าไปด้านในเป็นสวนป่าร่มรื่นด้วยแมกไม้ใหญ่กลางเล็ก
บรรยากาศสงบเป็นสัปปายะเหมาะแก่การพักผ่อนทางจิตและเติมพลังชีวิตด้วยพุทธธรรม
             ณ สวนป่าศาลาพระราชศรัทธา แห่งนี้มีความสงบเย็นเป็นธรรมอุทธยานกลางกรุง และเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหาธัมมจักโกวาท ( องค์จำลอง)  และรูปเหมือนพระอมตะเถระ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี ) หลวงปู่ทวด  และพระสุปฏิปันโน อาทิ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต  หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล  หลวงปู่โฮม โสภโณ ฯลฯ




ที่เป็นไฮไลท์ที่อยากแนะนำให้ไปกราบไหว้ขอพรกันคือ
 “องค์พระเทวราชโพธิ์สัตว์  อวโลกิเตศวร    จตุคามรามเทพ” ปางมหาราชลีลาประทานพร  ขนาดสูง สามเมตรเก้าเซนติเมตร  และปางอวโลกิเตศวร หกพระกร ( จากต้นแบบมหาเจดีย์ศรีวิชัย บุโรพุทโธ)  และพระเทวราชโพธิสัตว์จตุคามรามเทพ ประทัพยืนอีก 2 องค์ซึ่งล้วนมีความสวยงามและศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง
บริเวณใกล้ ๆ กันประดิษฐานรูปเหมือนหลวงปู่เทพโลกอุดร  หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี และรูปเหมือน หลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน ขนาดเท่าองค์จริง ที่สำคัญคือได้นำเส้นเกษาจริงของหลวงปู่สรวงและผ้าจีวรของหลวงปู่สรวงมาประกอบการจัดสร้าง


               จากประสบการณ์ที่ผ่านมาผู้ที่เคยมาสักการะบูชากราบไหว้พระพุทธรูปและรูปเหมือนพระมหาเถระครูอาจารย์ในสวนป่าศาลาพระราชศรัทธา ต่างประจักษ์ในผลานิสงส์ที่เกิดบุญบารมี  ทั้งผู้ที่มาขอพร ขอโชคลาภ หน้าที่การงาน  โดยเฉพาะกับองค์หลวงปู่สรวง เทวดาเดินดินที่แม้แต่เด็กอนุบาล เคยเล่าให้ผู้ใกล้ชิดฟังว่า.... “ หลวงปู่ก้มมาเป่าหัวให้....... ”
             เรื่องบนบานนั้นจะสังเกตุว่ามีพวงมาลัย  ว่าวและรูปปั้นไก่ชนขนาดต่าง ๆ ที่ผู้ศรัทธานำมาถวายไม่ขาด

            ที่พลาดไม่ได้ที่จะได้ไหว้ขอพรคือเมื่อเข้าประตูสวนป่าจะเห็นท้าวเวสสุวรรณยืนตะหง่านอยู่  นี่แหละทีเด็ดละขอบอก   จะเห็นพวงมาลัยท่วมท้นก็คอนเฟิร์มอยู่แล้ว
          หากท่านสนใจด้านวัตถุมงคลของมูลนิธิถาวรจิตตถาวโรฯก็สามารถติดต่อบูชาได้บริเวณด้านหน้าศาลาพระราชศรัทธา
             สวนป่าศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนาราม  เปิดให้สักการะทุกวันตั้งแต่เวลา  06.30-20.00 น  ทุกเช้าเวลา 07.00 น พระเทพวิมลญาณ ( หลวงพ่อถาวร  จิตตถาวโร ) และพระภิกษุสามเณร จะออกบิณฑบาตร จากนั้นท่านก็จะเมตตาแสดงธรรมนำเจริญจิตภาวนาบนศาลาพระราชศรัทธาเป็นประจำ
การเดินทางมายังสวนป่าศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนาราม  สะดวกที่สุดด้วยรถเมล์ รถไฟฟ้า โดยมาลงที่สถานีสยามฯ แล้วเดินมาทางแยกราชประสงค์เข้าประตูวัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร เดินชิดขวามายังศาลาพระราชศรัทธา
             ขอเชิญท่านมาอิ่มบุญอิ่มใจในธรรมชาติและบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เสริมความเป็นสิริมงคลแห่งชีวิต
ให้เจริญรุ่งเรืองวัฒนา “ถาวร”ตลอดไป



วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2557

พระผ่องต่ออู ทะเลสาบอินเล


พระผ่องต่ออู  คือ “พระบัวเข็ม” ซึ่งแกะสลักขึ้นมาจากไม้หอม ส่วนทองคำที่หุ้มองค์พระนั้น เป็นทองแผ่นที่ผู้ศรัทธานำมาปิดทององค์พระติดต่อกันมานานหลายร้อยปี จนมองไม่เห็นรูปร่างขององค์พระจริง ๆ

ตามตำนานกล่าวว่าพระพุทธรูปทั้ง 5 องค์ถูกค้นพบที่ถ้ำแห่งหนึ่งในปี 1359 จึงได้มีการอัญเชิญมาให้ผู้คนกราบไหว้บูชาหลายแห่ง .. ต่อมาเจ้าชายองค์หนึ่งได้สร้างวัดแห่งนี้เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบัวเข็มทั้ง 5 มาจนถึงทุกวันนี้

แต่ยังมีตำนานที่เป็นเหมือนอภินิหาญขององค์พระ คือ มีปีหนึ่งน้ำท่วมใหญ่ที่ทะเลสาบอินเล จนพระจมหายไป ชาวบ้านช่วยกันงมหากลับมาได้ 4 องค์ ส่วนอีกองค์หนึ่งหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ จนอ่อนล้า และนำพระพุทธรูปทั้ง 4 องค์กลับมาที่วัดก่อน … แต่พอมาถึงวัด ชาวบ้านได้เจอพระบัวเข็มองค์ที่หาไม่พบ ประดิษฐานอยู่บนแท่นบนบุษบก โดยองค์พระยังมีตะไคร่น้ำติดมาด้วย ตั้งแต่นั้นมา ชาวอินทาและชาวไทใหญ่ ก็ยิ่งทวีความเคารพนับถือพระบัวเข็ม ว่าเป็นพระที่ศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่เมือง สามารถปกป้องอันตรายต่าง ๆได้

.............ทุกปีในเดือนตุลาคมในช่วงออกพรรษา จะมีงานยิ่งใหญ่ที่สุดของชาวอินทา ในทะเลสาบอินเล นั่นคือ จะมีการอัญเชิญพระบัวเข็มลงเรือการเวก ซึ่งเป็นนกในตำนานของชาวพม่า แล้วแห่ไปรอบๆทะเลสาบ โดยมีเรือร่วมในริ้วขบวนที่สวยงามนับร้อยลำ รวมถึงการพายเรือด้วยเท้าลำละหลายสิบคน ขบวนแห่จะมีราว 15 วัน ไปตามวัดต่างๆ 15 แห่งรอบๆทะเลสาบ เพื่อให้ประชาชนได้กราบไหว้สักการะ......ข้อมูลจาก wikimedia